วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562

วังพิพิธภักดีสายบุรี ปัตตานี

         วังพิพิธภักดี โบราณสถานสำคัญแห่งอำเภอสายบุรี เป็นสถานที่อยู่ของพระพิพิทธภักดี (ตนกูมุกดา อับดุลบุตร) บุตรชายคนโตของเจ้าเมืองยะหริ่ง (พระพิพิธเสนามาตย์) กับ ตนกูซง หลานสาวของเจ้าเมืองสายบุรี (พระยาสุริยะสุนทรบวรภักดี) กล่าวกันว่า ในอดีตเมื่อพระพิพิธภักดีไปรักใคร่ชอบพอกับ ตนกูซง ฝ่ายพระยาพิพิธเสนามาตย์ เจ้าเมืองยะหริ่งไม่เห็นด้วย เนื่องจากขณะนั้นทางเมืองยะหริ่งกับเมืองสายบุรีไม่ถูกกัน แต่พระพิพิธภักดีก็สามารถแต่งงานกับกูซงจนได้และสร้างวังพิพิธภักดีขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับวังพระยาสายบุรี



         ในปัจจุบันมีถนนสุริยะตัดผ่านหน้าวัง จึงทำให้วังพิพิธภักดีตั้งอยู่ตรงข้างวังพระยาสุริยสุนทรบวรภักดีวังพิพิธภักดี สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญทางด้านต่างๆ ของอำเภอสายบุรีในอดีตได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ สถาปัตยกรรมของวังซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะตะวันตก ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าเมืองสายบุรีในอดีตเป็นเมืองท่าค้าขายกับพ่อค้าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวยุโรป ด้วยเหตุนี้สถาปัตยกรรมของชาวตะวันตก จึงถูกนำมาผสมผสานกับสถาปัตยกรรมของท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืนสวยงาม







วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562

“สะพานไม้บานา” เสน่ห์เมืองปัตตานี

         สะพานไม้แห่งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจที่จะสร้างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติบริเวณป่าชายเลนรอบอ่าวปัตตานีของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จุดเด่นคือทางสะพานไม้บนทะเลป่าชายเลนกว้างๆ ซึ่งเหมาะกับภาพมุมเหงาๆ หรือถ้าไม่อยากเศร้าเราก็สามารถล่องเรือเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่นและระบบนิเวศน์บริเวณนี้ก็ได้เช่นกันนะ สะพานไม้บานาจะตั้งอยู่ใกล้ๆกับมัสยิดกรือเซะ ซึ่งถ้าขับรถจากตัวเมืองมาจะใช้เวลาประมาณสามสิบนาที



          จริงๆ แล้วตั้งใจจะไปถ่ายสะพานไม้บานา ฉบับเก่าอันเดิม แต่ตอนไปวันนี้เห็นเขา มีการทำใหม่เพิ่ม เป็นสะพานทำมาจาก ไม้ไผ่ทอดยาวสู่อ่าวปัตตานี เห็นป่าชายแลน (ตอนนี้ยังทำไม่เสร็จสมบูรณ์) สวยๆ ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติป่าชายเลน (สะพานไม้บานา) อาชีพส่วนใหญ่ทำอาชีพประมง 90 % เป็นประมงพื้นบ้าน และอีก 10% ประกอบอาชีพรับจ้างและอื่นๆ ที่นี่มีกิจกรรมโดยการนำเรือมาขนส่งนักท่องเที่ยวด้วย เมื่อถึงฤดูที่สัตว์น้ำวางไข่ทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพประมงได้ในช่วงหนึ่งและผลัดมาทำอาชีพเสริมในเรื่องของขับเรือรับจ้างแทน



           สะพานไม้บานาตั้งอยู่ที่  ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี  เป็นสะพานที่ทอดยาวลงสู่ อ่าวปัตตานีเพื่อเป็นที่ขนส่ง นักท่องเที่ยวที่จะล่องเรือไปในสถานที่ต่างๆ



วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ศูนย์ศิลปาชีพบ้านพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี

         เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ สมเด็จ พระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานเมื่อ พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกร ตำบลพิเทน กิจกรรมของศูนย์ฯ มีกิจกรรม คือ กลุ่มปักผ้าคลุมผม กลุ่มทอผ้าด้วยกี่กระทบ และกลุ่มแกะสลักไม้ และทุกส่วนราชการ ภาคเอกชน ภาคประชาชนในพื้นที่เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จากการที่รัฐบาลปัจจุบัน มีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของสังคมที่มุ่งสร้างรายได้และความเจริญ ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน


         นางดาราลักษณ์ พาสุข ครู กศน. ที่ปฏิบัติหน้าที่ในตำบลพิเทน กล่าวว่า อยากจะประชาสัมพันธ์ในส่วน ต.พิเทน มีสิ่งที่ดีๆมากมายเป็นตำบลที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในปัจจุบันนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นมาใหม่ด้วยเป็นความร่วมมือร่วมใจของส่วนราชการในส่วนของ ต.พิเทน วันนี้จะขอยกตัวอย่างในเรื่องของตลาดชุมชนนวัตวิถีบ้านพิเทน เดิมเป็นกลุ่มศิลปาชีพของ ต.พิเทน ศูนย์ศิลปาชีพแห่งนี้เป็นการทอผ้ากี่กระตุกเป็นพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ในรัชกาลที่ 9 ท่านได้ทรงเสด็จมาพระราชดำเนินมาปฏิบัติภารกิจในพื้นที่แห่งนี้จำนวน 2 ครั้ง ด้วยกัน ซึ่งเป็นโครงการของพระองค์ท่านที่ทอผ้าด้วยกี่กระทบ โครงการปักผ้าด้วยมือ และกลุ่มแกะสลักไม้ ซึ่งผลผลิตที่ได้ตรงนี้จะนำส่งที่สำนักพระราชวังโดยไม่มีการวางจำหน่ายในตลาดทั่วไป


          หลังจากนั้นเป็นการพัฒนาทุกส่วนราชการในพื้นที่เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสถานที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เราจะสังเกตได้ว่าจะมีสระน้ำที่กว้างใหญ่ มีการเลี้ยงปลา และมีการจำหน่ายอาหารปลามีเรือถีบ จักรยาน เพื่อให้คนที่เข้ามาท่องเที่ยวได้มีกิจกรรมทำในช่วงเย็นเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ และมีสวนสุขภาพ มีเครื่องออกกำลังกาย ส่งผลให้คนในชุมชนและคนต่างถิ่นที่เข้ามาตรงนี้สามารถให้ตนเองได้มีสุขภาวะที่ดี เชิญชวนทุกท่านที่อยู่รอบนอกที่ยังไม่เคยรู้จักทุ่งยางแดง ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เป็นอำเภอที่น่าท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน จะมีแตงโมแตงโม หวาน กรอบ อร่อย ซึ่งคำควัญของทุ่งยางแดงมีอยู่ว่า ทุ่งทองกว้างไกล พรุใหญ่แหล่งปลา ภาษาถิ่นพิเทน พี่เณรเชื้อสายเก่า ขุนเขาช้างคลาน อุทยานนางผมหอม ตรงนี้ล้วนแล้วอยู่ในอำเภอทุ่งยางแดงทั้งสิ้นขอเชิญชวนท่านใดที่ผ่านมาเยี่ยมชมได้เลย


         นายอิบรอเฮง ยุนุ ชาวบ้าน บ้านพิเทน กล่าวว่า ช่วงนี้พิเทนเพิ่งเปิดสถานที่ท่องเที่ยวตลาดนวัฒวิถี เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นที่เพาะพันธุ์ปลา แล้วมาพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของตำบล เหมาะแก่ทุดเพศทุกวัย มีกิจกรรมหลากหลาย มีจุดชมวิวที่สวยบรรยากาศดี มีร้านค้ามากมายที่วางจำหน่ายเหมาะแก่การมาพักผ่อนยามเย็น ปกติแล้วจะมีคนเข้ามากันเยอะในช่วงเย็น พอมีคนมาเที่ยวก็กลายเป็นรายได้ของชุมชน ขอเชิญชวนชาวจังหวัดปัตตานีและจังหวัดอื่นๆมาเที่ยวบ้านพี่เทน


        นศ.ซูรีตา แอเกาะ แม่ค้าร้านกะบะห์ปลากรอบ กล่าวว่า จุดเด่นของที่นี่จะมีสระน้ำ มีเรือเป็ด มีปั่นจักรยาน มีศาลากลางน้ำ และมีจุดชมวิวที่สวยงาม ตลาดเปิดทุกวัน เวลา 14:00 - 18:00 น แม่ค้าเป็นคนในชุมชน นักท่องเที่ยวจะมาจากหลายพื้นที่ ช่วงเย็นๆคนจะเยอะ ที่ตลาดมีขายทุกอย่างของกิน ช่วงนี้ที่นี่กำกลังเป็นที่รู้จัก อยากเชิญชวนทุกคนมาเที่ยวบ้านพิเทนได้รู้จักบ้านพี่เทนมากยิ่งขึ้น การเดินทางถ้ามาจากอำเภอมายอ ขับตรงมาถึงสามแยกมัสยิดเลี้ยวขวา ถ้ามาจากยะลาตรงมาถึงสามแยกมัสยิดเลี้ยวซ้าย ขับตรงเข้ามาอีกประมาณ 10 นาทีถึงที่ตลาดเลย


          ประชาชนได้รับการพัฒนาอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง โดยเชื่อมโยงชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี กับเส้นทางการท่องเที่ยวกระแสหลัก เมืองรอง และแหล่งท่องเที่ยว ให้เกิดรายได้ที่กระจายไปสู่ผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน และประชาชนเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ผลิตภัณฑ์ ให้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง เพื่อสร้างรอยยิ้ม คืนความสุข เพื่อคนไทยทุกคน

วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เค้กจำปาดะขนุน​ของฝาก ที่เกาะยอ สงขลา

       เค้กจำปาดะขนุนเกาะยอ ผลิตภัณฑ์ที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพในชุมชน โดยเฉพาะใกล้ถึงเทศกาลแห่งความสุข เทศกาลปีใหม่แบบนี้ สามารถสั่งจองซื้อเป็นของฝากของขวัญที่ถูกปากถูกใจกันได้



         คุณสมพล สุธาประดิษฐ์ หรือ พี่พั้งค์ หนึ่งในเจ้าของธุรกิจครอบครัว ร้านโคโคโระเค้ก เค้กจำปาดะขนุนเกาะยอ เค้กของฝากเจ้าแรกในเกาะยอจังหวัดสงขลา เล่าให้ฟังถึงที่มาของการเปิดร้านว่า คำว่า โคโคโระแผลงมาจากคำว่า โคระซึ่งเป็นเครื่องสานที่ทำจากใบมะพร้าวที่ใช้ห่อ หรือสวมผลไม้จำพวกขนุน และจำปาดะ เพื่อป้องกันตัวหนอนชอนไชทำความเสียหายให้กับผลไม้ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่เกาะยอ ประกอบกับในภาษาญี่ปุ่น  คำว่า โคโคโระแปลว่า หัวใจจึงนำมาเป็นที่มาของชื่อร้าน ส่วนที่มาของการเปิดร้านจำหน่ายเค้กจำปาดะขนุนเกาะยอ เนื่องจากทางครอบครัวเห็นว่า จำปาดะขนุนเกาะยอเป็นผลไม้ประจำถิ่นที่มีเป็นจำนวนมาก และมีชื่อเสียงของเกาะยอ จึงอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการอุดหนุนวัตถุดิบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้กับคนในชุมชน จึงได้คิดสูตรขนมเค้กในการนำจำปาดะขนุนเกาะยอมาเป็นส่วนผสมหลัก โดยเปิดจำหน่ายมาประมาณเกือบ 1 ปี และได้รับความนิยมเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าเป็นอย่างมาก จนผลิตแทบไม่ทัน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่าง ๆ



        เนื่องจากเค้กจำปาดะขนุนเกาะยอ มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร มีความหอมของจำปาดะขนุนเกาะยอ เนื้อนุ่ม หอมละมุน เราใช้วัตถุดิบคุณภาพดี ไม่ใส่สารกันบูด เหมาะเป็นของฝากสำหรับทุก ๆ คนในบ้าน ในราคาปอนด์ละ 100 บาท นอกจากนี้ยังมีการทำเค้กรสชาติอื่น ๆ เช่น เค้กสวา ซึ่งมีส่วนผสมหลักของละมุดเกาะยอ ผลไม้อีกชนิดหนึ่งของเกาะยอที่ขึ้นชื่อไม่แพ้กัน ทั้งในเรื่องความหอมหวาน เนื้อแน่น และยังมีเค้กมะพร้าว , เค้กเสาวรส , เค้กทุเรียน , เค้กลูกตาล , เค้กขนุน , เค้กกรอบ , เม็ดมะม่วงหิมพานต์เคลือบซอสจำปาดะขนุน , คุกกี้จำปาดะขนุน ฯลฯ



         สำหรับร้านโคโคโระเค้ก เค้กจำปาดะขนุนเกาะยอ ตั้งอยู่เลขที่ 15/4 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เปิดจำหน่ายเวลา 08.00 – 19.00 น. โดยจุดสังเกตง่าย ๆ เพียงเดินทางจากห้าแยกน้ำกระจาย ผ่านสะพานติณสูลานนท์ช่วงที่ 1 ไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะเห็นร้านด้านซ้ายมือได้อย่างชัดเจน หรือเข้าชมข้อมูล และสั่งซื้อเค้กได้ที่ Facebook : KohyorCake , Line : Cocoro-Cake โทรศัพท์ 08-1694-4438 และ 08-6283-5966

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ขนม Ar-koh house ยะลา ออเดอร์ไปไกลถึงต่างประเทศ

          ในจังหวัดยะลามีบ้านหลังหนึ่งผลิตขนมอาเก๊าะ ขนมพื้นบ้านชายแดนใต้ อยู่ในพื้นที่ตลาดเก่า ถ.มุสลิมบำรุง ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าขนมอาเก๊าะที่นี่อร่อย และขายมายาวนานกว่า 30 ปีแล้ว ขายดิบชายดีมีออเดอร์จากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ สร้างรายได้งาม



          บ้านที่ผลิตขนมอาเก๊าะ ( Ar-koh house ) เป็นของนางสาวรุสนีย๊ะ  เจ๊ะเงาะ ซึ่งกำลังขะมักเขม้นกับการทำขนมโดยมีลูกมือหลายคนเร่งผลิตตามออเดอร์ให้ทันต่อลูกค้า สำหรับขนมอาเก๊าะ ขนมพื้นเมืองชายแดนใต้ มีรูปทรงคล้ายขนมไข่ ทำจากแป้ง ไข่ น้ำตาล และกะทิ โดยการนำส่วนผสมลงในแม่พิมพ์ แล้วอังไฟบนและล่างให้สุกทั่วกัน วิธีการทำให้สุกของขนมอาเก๊าะเป็นเอกลักษณ์เด่นที่มีอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้นี้ คำว่า "อาเก๊าะอาจจะเพี้ยนมาจากคำว่า อาเก๊ะ ที่แปลว่า "ยกขึ้นหมายถึงกรรมวิธีการผลิตของอาเก๊าะที่ต้องยกไฟที่วางอังไว้ข้างบนลงมาทุกครั้งเมื่อขนมสุกนั่นเอง



          นางสาวรุสนีย๊ะ  เจ๊ะเงาะ บอกว่า ขนมอาเก๊าะ ของ Ar-koh house ได้รับการสืบทอดมาตั้งแต่รุ่นแม่ สมัยนั้นจะรู้จักในนามขนมอาเก๊าะกะณี โดยแม่ทำขนมขายจนสามารถส่งลูกๆทั้ง 5 คน เรียนจบปริญญาตรี ผ่านความเหนื่อยยากมาพอสมควร ปัจจุบันนี้ตนได้รับหน้าที่สานต่ออาชีพจากแม่ เพื่อต้องการให้ขนมของที่บ้านได้เป็นที่รู้จักต่อไป โดยวิธีการทำยังเป็นแบบดั้งเดิมใช้เตาถ่านในการผลิต และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นได้มีการใช้เตาอบเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตตอบสนองความต้องการของตลาด ซึ่งวัตถุดิบของเรานั้นได้คัดสรรความสดใหม่อยู่แสมอทำให้เป็นที่ถูกใจลูกค้ามายาวนาน



          นางสาวรุสนีย๊ะ  กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน Ar-koh house รับทำขนมอาเก๊าะส่งลูกค้าทั้งในพื้นที่ ต่างพื้นที่ รวมทั้งต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย และมีลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ เช่น จีน คูเวต ซึ่งเป็นคนไทยอาศัยอยู่ที่นั่นซึ่งจะสั่งซื้อหรือบางครั้งกลับมาที่ไทยก็จะออเดอร์กลับไปด้วย ปัจจุบันตนได้เปิดเพจเฟชบุ๊คในชื่อ Ar-koh house เพื่อง่ายต่อการติดตามและสั่งซื้อของลูกค้า นอกจากขนมอาเก๊าะแล้วที่นี่ยังรับทำขนมสำหรับงานแต่ง และขนมเบรกในทุกๆงานอีกด้วย

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ป่าฮาลาบาลา "อเมซอนแห่งเอเซีย

        "ป่าฮาลาบาลา" ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่สุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผืนป่าฮาลาบาลา หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา บาลา เป็นผืนป่าที่ประกอบด้วย 2 ผืนป่าคือ ป่าฮาลาครอบคลุมพื้นที่ อ.บันนังสตา อ.ธารโต อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส และ ป่าบาลาที่ครอบคลุมพื้นที่ อ.แว้ง และ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส จากคำบอกกล่าวของชาวบ้านในพื้นที่ ว่า หากเราเดินทางเข้าผืนป่าแห่งนี้ทาง อ.เบตง ก็จะเรียกว่า ป่าฮาลาบาลาแต่ถ้าเราเดินทางเข้าจากฝั่ง อ.แว้ง หรือ อ.สุคิริน ก็จะเรียกว่า ป่าบาลาฮาลาแต่ทั้งสองชื่อก็คือสถานที่เดียวกัน



         “ป่าฮาลาบาลามีเนื้อที่ประมาณ 270,725 ไร่ ถือได้ว่าเป็นผืนป่าดิบชื้นที่กว้างขวางและใหญ่ที่สุดของคาบสมุทรมลายู จนได้ฉายาว่าเป็น "อเมซอนแห่งเอเซีย"  ด้วยความอุดมสมบูรณ์ เป็นต้นน้ำลำธารของแม่น้ำหลายสาย มีสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองที่สำคัญหลายชนิดอาศัยอยู่อย่างชุกชุม โดยสัตว์ที่พบเห็นมากได้แก่ ช้าง กระทิง หมูป่า เลียงผา เป็นต้น อีกทั้งยังมีสัตว์ป่าหายากอย่าง สมเสร็จ กระซู่ ชะนีเซียมัง หรือ ชะนีดำใหญ่ ซึ่งเป็นชะนีชนิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่สำคัญป่าแห่งนี้ยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของ นกเงือกเป็นนกหายากชนิดหนึ่ง แต่ในป่านี้พบถึง 9 ใน 12 ชนิดของนกเงือกที่พบในไทย



         ไฮไลท์หลักๆ สำหรับการท่องเที่ยวในป่าฮาลาบาลานั้น อยู่ที่การล่องเรือกินลม ชมวิว ความสวยงามของชมทะเลสาบ ผ่านอ่างเก็บน้ำเขื่อนบางลาง และดูกระทิง ที่ลงมากินหญ้ากินน้ำในช่วงเช้า อีกจุดหลักที่ไม่ควรพลาด คือเกาะทวด เกาะน้ำจืดขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบฮาลาบาลา บนเกาะจะเป็นที่ประดิษฐานหลวงปู่ทวด โดยมีการอัญเชิญมาในช่วงสร้างเขื่อนบางลาง เป็นที่เคารพของคนในพื้นที่ มักมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย และสิงค์โปร์​ มาไหว้ขอพร บางทีเราสามารถเห็นชาวชนโอรัง-อัสรี ที่อาศัยอยู่ในผืนป่าแห่ง ออกมาให้การต้องรับนักท่องเที่ยวด้วย​ หลายคนมักเรียกชาวชนเผ่าอัสรี ว่า ซาไกซึ่งความเป็นจริงแล้ว ชาวอัสรี ไม่ต้องการให้ใครเรียกเขาแบบนั้น เนื่องจากคำว่าซาไก ทำให้คนอื่นมองพวกเขาว่าแปลกประหลาด แต่เขาก็ยังคงมีวิถีชีวิตในป่าตามแบบของเขา



         ที่นี่ยังมีที่ท่องเที่ยวสวยๆ อีกมากมายที่รอให้ทุกคนแวะเวียนไปสัมผัส ซึ่งฤดูกาลที่เหมาะแก่การไปท่องเที่ยวที่นี่คือตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนกันยายน ซึ่งจะมีฝนตกลงมาไม่มากเกินไปนักนักท่องเที่ยวที่สนใจจะมาสัมผัสความงามของผืนป่าฮาลาบาลาอเมซอนแห่งเอเซียสามารถติดต่อเรือได้ที่ท่าเรือตาพะเยา สันเขื่อนบางลาง และหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 7 ซึ่งจะมีทั้งเรือเล็ก และแพที่ชาวบ้านทำไว้เพื่อบริการนักท่องเที่ยว







วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

หมู่บ้านจีนในหุบเขา ชุมชนจุฬาภรณ์พัฒนา 10 จ.ยะลา


 

        ชุมชนจุฬาภรณ์พัฒนา 10จ.ยะลา ที่เที่ยวใหม่ ตื่นตาตื่นใจมาก เป็นการเที่ยวเมืองไทยที่นึกว่าอยู่เมืองจีนตลอดเวลาใครกำลังหาที่เที่ยวแปลกๆ ใหม่ๆ ไม่ซ้ำใคร ขอเชิญมารวมกันตรงนี้ แล้วจะพบว่าอยู่เมืองไทยก็ได้ฟิลเที่ยวแบบจีนๆ ได้ไม่ยากเลย

       เห็นชื่อยะลา อย่าเพิ่งถอดใจว่ามันไกล เพราะประสบการณ์ที่ได้มันคุ้มจริงๆ เที่ยวเมืองไทยมาตั้งนาน เพิ่งค้นพบว่ามันมีที่เที่ยวแบบนี้อยู่ในเมืองไทยด้วย ณ จุดนี้ ไกลแค่ไหนก็คุ้ม! ระหว่างทางจะเห็นวิว สวยมากๆ เราก็มาถึงชุมชนจุฬาภรณ์พัฒนา 10 กันแล้ว และนี่คือกลิ่นอายความจีนแรกที่เราเจอ ก้อนหินก้อนเบ้อเริ่ม มีรูปต้นไม้ ตัวหนังสือจีน นึกว่าวาร์ปมาเมืองจีน มันจีนไปหมดเลย

        หมู่บ้านนี้สงบมากๆ อยู่ในหุบเขาของจริง มองไปทางไหนก็มีแต่เขา เขา เขา และก็เขา! อีกเหตุผลที่หมู่บ้านนี้สงบก็คือ ที่นี่มีแต่คนสูงอายุ 60 อัพ บรรยากาศในหมู่บ้านเลยชิลมากๆ ความว้าวของจุฬาภรณ์ยะลา 10 คือ ทุกคนในหมู่บ้านคืออดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ที่สมัยก่อนซุ่มอยู่ในป่าด้วยกันมาเป็นสิบๆ ปี เพิ่งออกจากป่ามาได้เมื่อปี พ.ศ. 2532 นี่เอง และแน่นอนว่า ทุกคนพูดจีนกลางกันหมดเลย! (บางคนจะพอฟังไทยพูดไทยได้ แต่ก็จะได้แค่นิดหน่อยเท่านั้น)

        ที่แห่งนี้เหมือนพาเราย้อนเวลาไปสมัยที่ทุกคนในหมู่บ้านที่นี่ยังใช้ชีวิตอยู่ในป่า มันมหัศจรรย์มากๆ เพราะทุกคนอยู่กันมาตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว มีอุดมการณ์ร่วมกัน พอออกมาก็มาอยู่หมู่บ้านเดียวกันอีก อยู่กันจนแก่จนเฒ่า อยู่กันมาทั้งชีวิต (เรื่องการเดินทางถ้าอยากรู้รายละเอียดสามารถสอบถามเข้ามาถามได้ หรือจะโทรไปถามชุมชนเลยก็ได้นะจ๊ะเบอร์ 080-204-1181/073 263 037)













----------------------------