วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562

“ถ้ำคูหาภิมุขยะลา​” ประวัติศาสตร์น่าค้นหาความเป็นมาของชุมชน พุทธ – มุสลิม



        วัดถ้ำคูหาภิมุข ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา แหล่งโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และประวัติความเป็นมาของชุมชนชาวพุทธ มุสลิม ที่ผูกพันธุ์กันมาเกือบสองร้อยปี นายชัชพงศ์ เพชรกล้า ประธานสภาวัฒนธรรม ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลาบอกว่าวัดถ้ำแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดยะลา อายุ 172 ปี โดยสร้างเมื่อ พ.ศ. 2390 ปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีเรื่องเล่าว่าชาวเมืองเมืองยะหริ่ง ซึ่งนับถือศาสนาพุทธได้เข้ามาขอเจ้าเมืองยาลอ คือพระยาณรงค์ฤทธิ์ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองยาลอคนที่สี่ เพื่อตั้งรกราก สร้างบ้านเรือนที่บริเวณหน้าถ้ำ ซึ่งท่านเจ้าเมืองก็อนุญาตไม่ขัดข้องและชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวพบว่าภายในถ้ำมีพระนอนเก่าแก่สมัยอาณาจักรศรีวิชัยประดิษฐานอยู่ จึงขออนุญาตเจ้าเมือง สร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของกลุ่มชาวบ้าน ซึ่งเจ้าเมืองยาลอก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด และโดยเดิมทีแล้วในชุมชนแห่งนี้ก็มีพี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่มาก่อน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พื้นที่แห่งนี้จึงเกิดเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรม อยู่กันสองวิถีมาตลอด สำหรับตำบลหน้าถ้ำมี 4 หมู่บ้าน นับถือศาสนาอิสลาม 2 หมู่บ้าน และนับถือศาสนาพุทธ 2 หมู่บ้าน โดยจุดเด่นของตำบลหน้าถ้ำก็คือ มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหลายแห่ง เช่น วัดถ้ำคูหาภิมุข ซึ่งมีพระพุทธไสยาสน์ ประดิษฐานอยู่บนฐานยาว 25 เมตร โดยคาดว่ามีความเก่าแก่กว่า 1,300 ปี สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย เป็นสถานที่ซึ่งพุทธศาสนิกชนจะต้องมาสักการะเมื่อมาเที่ยวที่นี่

      นอกจากนี้ยังมี ถ้ำมืด” โดยที่บริเวณหน้าผาได้จารึกพระปรมาภิไธยย่อ ป.ป.ร. ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 7 ซึ่งพระองค์เสด็จประทับแรมที่ถ้ำแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2472 อีกจุดหนึ่งก็คือ ถ้ำศิลป์ ที่ตั้งอยู่สูงขึ้นมาจากถ้ำพระนอน คาดว่าเป็นที่อาศัยของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และยุคประวัติศาสตร์ โดยมีร่องรอยของภาพเขียนฝาผนัง แสดงถึงวิถีชีวิตของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และยุคประวัติศาสตร์ ทั้งหมดนี้ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลป์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางกรมศิลป์ได้มีแผนในการบูรณะปรับปรุงให้เป็นแหล่งศึกษาทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญต่อไป

       คุณสุนันท์ มหาสุวรรณ นักท่องเที่ยวจากจังหวัดสงขลา บอกว่า ตนเองและคณะเดินทางมาท่องเที่ยวที่จังหวัดยะลา และ ได้เข้ามาชมวัดถ้ำแห่งนี้ ซึ่งเมื่อมาเที่ยวแล้วพบว่าบรรยากาศไม่เหมือนกับที่เป็นข่าว พอมาสัมผัสที่แห่งนี้จริงๆแล้ว ไม่ความน่ากลัวอย่างที่คิด ประทับใจในสถานที่แห่งนี้ และคิดว่าต้องกลับมาเที่ยว นี้อีกแน่นอน พร้อมฝากเชิญชวนชาวไทยทั้งประเทศเลย ให้มาสัมผัสด้วยตนเอง ว่ายะลายังเป็นเมืองที่น่าอยู่ และคนยะลาอัธยาศัยดีและน่ารักมากด้วย

          สำหรับวัดถ้ำคูหาภิมุขแห่งนี้ ปัจจุบันเป็นแหล่งเที่ยว OTOP นวัติวิถี และเป็นสถานที่ประกอบพิธีในวันสำคัญต่าง ๆ เช่นพิธีห่มผ้าพระนอน และ ห่มผ้าพ่อท่านบรรทม ในวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี ซึ่งจะมีบรรดาลูกหลานและญาติๆ ของชาวตำบลหน้าถ้ำ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนที่สนเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ประเพณีเดือนสิบ ชิงเปรต ประเพณีแก้บน 100 ปี ประเพณีตักบาตรเทโว หากนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สามารถเดินทางได้สะดวกสบายเพราะวัดถ้ำคูหาภิมุข อยู่ห่างจากตัวเมืองยะลาเพียง 7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์เพียง 10 นาที เท่านั้น

-------------------------------

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562

อเมซซิ่ง สุไหงโก-ลก ที่คุณต้องสัมผัส!!



      หนีฝุ่นควัน Pm.2.5 มาสัมผัสเสน่ห์ธรรมชาติเมืองชายแดน สูดโอโซนให้ชุ่มปอด แล้วจะรู้ว่า ชีวิตดี๊ดี @ชายแดนใต้ หลายพื้นที่ทั้งภาคเหนือกรุงเทพ และอีสานกำลังเผชิญปัญหามลพิษจากหมอกควันที่ปกคลุมเป็นบริเวณกว้างซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจการอยู่กับวิกฤตหมอกควันเป็นเวลานานๆ อาจส่งผลต่อสุขภาพของคนในครอบครัว ในช่วงปิดเทอมแบบนี้จึงอยากชวนทุกท่านมาเที่ยวจังหวัดชายแดนภาคใต้กันบ้าง โดยครั้งนี้จะพามาเที่ยวที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส สถานีปลายทางของขบวนรถไฟสายใต้ ที่โดดเด่นในหลายด้าน

        เดินทางไกลสักหน่อยเพราะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ กว่า1,000 กิโลเมตร แต่ปัจจุบันสามารถเดินทางโดยเครื่องบินทั้งสายบินไทยสไมล์ จากสุวรรณภูมิ และแอร์เอเชียจากดอนเมือง มาลงที่ท่าอากาศยานนราธิวาส จากนั้นต่อรถตู้มาลงที่อำเภอสุไหงโก-ลก หรือหากมีเวลาสักหน่อยก็นั่งรถไฟมากับขบวนรถด่วนหรือรถเร็วกรุงเทพฯ - สุไหงโก-ลก เมื่อสุดปลายทางชายแดนใต้ เสียงประชาสัมพันธ์แจ้งว่า "ที่นี่สถานีรถไฟสุไหงโก-ลกท่านผู้โดยสารกรุณานำสัมภาระของท่านลงจากขบวนรถไฟให้ครบถ้วน” ท่านก็เพียงแค่หิ้วกระเป๋าแล้วเตรียมสัมผัสความเป็นเมืองสุไหงโก-ลกกันได้เลย จุดแรกขอต้อนรับด้วยบะกุ๊ตเต๋ ที่เป็นหมูต้มเครื่องยาจีนหอมกรุ่นของร้านอ้วน บะกุ๊ตเต๋ เจ้าอร่อยระดับตำนาน ที่เสิร์ฟมาในหม้อดิน ครบเครื่องด้วยหมูชิ้น เครื่องใน และผัก รับประทานกับน้ำจิ้มพริกซีอิ้ว แลปาท่องโก๋ รับรองว่าอิ่มอร่อยจนจุกเพราะให้เยอะมาก รับประทานอิ่มแล้วก็เดินทางต่อไปยังจุดหมายสำคัญของเราที่อยากให้ทุกท่านมาเยือน คือ ศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีเนื้อที่ประมาณ 120,000ไร่ ครอบคลุม 4 อำเภอของจังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงปาดี และอำเภอเมือง เพื่อไปสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด ด้วยการเดินบนเส้นทางที่เป็นสะพานไม้ระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางจะได้สัมผัสกับเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีความหลากหลายของระบบนิเวศน์รอบป่าพรุที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้หลากหลายพันธ์ กว่า 500ชนิด ทั้งต้นหมากแดงที่มีต้นกำเนิดที่ป่าพรุแห่งนี้เป็นที่แรกของอำเภอสุไหงโก-ลก กะพ้อแดง รวมทั้งสาคู และหลุมพี ที่ปัจจุบันนำมาทำเป็นขนมและเครื่องดื่มไว้ตอนรับผู้มาเยือน และหากโชคดีก็จะได้พบสัตว์ป่าจำพวกนกเงือก ค่างกระรอกสามสี พังพอนกินปู ตะโขง ลิ่น หรืองูหลากหลายสายพันธุ์ หรือแม้กระทั่งหมีหมา ที่มีการบอกเล่ากันว่าเมื่อไม่นานมานี้มีลุงคนหนึ่งได้เข้ามาหาของป่าพรุแล้วหลงอยู่ในป่าถึง 5 คืน 6 วันจนได้มีโอกาสพบกับหมีหมา และระหว่างประจันหน้ากันลุงก็ตะโกนสั่งหมีหมาว่า ไป ไปทางโน้น หลังสิ้นเสียงคุณลุงหมีหมาก็เดินไปตามทางที่ลุงบอก ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ป่าพรุโต๊ะแดงว่าเป็นเรื่องจริงเพราะได้ฟังมาจากลุงด้วยตัวเอง แต่อย่าเพิ่งตกใจหมีหมาอยู่ในป่าลึกที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก เมื่อเดินทางเข้าไปภายในผืนป่าแห่งนี้ท่านจะถูกโอบล้อมด้วยป่าพรุโต๊ะแดง ป่าเดียวน้ำเดียวในแดนดิน หรือ ป่าพรุสมบูรณ์ผืนสุดท้ายของประเทศไทย ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดงดิบที่น้ำท่วมขัง และมีการทับถมของใบไม้กิ่งไม้จนแน่นมีสภาพคล้ายผิวดินแต่จะมีความนุ่ม ซึ่งเมื่อลงไปยืนก็อาจยวบตัวลงไปถึงระดับเอวถึงหน้าอก ภายในเขตป่าพรุโต๊ะแดง แม้มีแสงแดดสาดส่องเข้ามา แต่กลับร่มรื่นด้วยร่มเงาของพันธุ์ไม้ที่สูงตระหง่านอายุนับร้อยปี และยังสัมผัสได้ถึงสายลมเย็นที่พัดพาความสดชื่นมาให้ตลอดเวลา จึงสามารถนั่งพักผ่อนอยู่บนที่นั่งบริเวณศาลาที่พักและอาจเผลองีบหลับไปโดยไม่รู้ตัวกับอากาศที่แสนสบายและสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลพิษใดๆเหมือนได้ฟอกปอดให้สะอาดยาวไปหลายปี ซึ่งต้องมาสัมผัสเองจะได้ทราบว่า "เมื่อฉันเดินเข้าป่าเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ ดีต่อใจและปอดอย่างไร" ดังนั้นปิดเทอมนี้ลองเปลี่ยนแผนมาเที่ยวที่ชายแดนใต้อำเภอสุไหงโก-ลก แล้วเข้าสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ป่าพรุโต๊ะแดงสักครั้งแล้วจะรู้ว่าต่อไปคงต้องจัดเวลาเพื่อหาโอกาสมาฟอกปอดในผืนป่าแห่งนี้ปีละหลายๆ ครั้ง สำหรับการเข้ามาเที่ยวชมป่าพรุโต๊ะแดงหากเป็นบุคคลทั่วไปสามารถแลกบัตรประชาชนเข้ามาเดินชมได้เลยเพราะตลอดเส้นทางจะมีฐานความรู้และป้ายศึกษาข้อมูลและรายละเอียดของป่าพรุอย่างครบถ้วน แต่หากมาเป็นหมู่คณะ สามารถแจ้งมาที่ศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร เพื่อให้น้องๆ วัยใสไกค์ธรรมชาติพาเที่ยวชมพร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศน์วิทยาที่นี่ซึ่งอาจได้ชมการสาธิตการแปรรูปสาคูเป็นขนม หรือได้ลิ้มรสน้ำหลุมพีที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานฝีมือของคนในท้องถิ่นที่เป็นเครือข่ายเพื่อนชาวพรุก็เป็นได้





-------------------------------------

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562

เที่ยว “เมอนารา” ได้อะไร (มากกว่าที่คิด)



      ทักษิณราชตำหนัก ชนรักศาสนา นราทัศน์เพลินตา ปาโจตรึกใจ แหล่งใหญ่แร่ทอง ลองกองหอมหวาน

      จังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดที่หลายคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและความเรียบง่ายของประชาชนในท้องถิ่น นราธิวาสมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ เมอนารา ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวมุสลิมเรียกกันติดปาก หากจะกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดนราธิวาสนั้นมีมากมายที่หลายคนในภูมิภาคอื่นยังไม่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็น พระราชตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ มัสยิด 300 ปี ตะโละมาเนาะ น้ำตกปาโจ มัสยิดกลางจังหวัดนราธิวาส วนอุทยานอ่าวมะนาว ชายหาดนราทัศน์ หมู่บ้านทอน ป่าพรุสิริธร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง วัดเชิงเขาหรือวัดหลวงแดง ฯลฯ นราธิวาสถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณสถาน ที่แสดงถึงวัฒนธรรมของแต่ละศาสนาทั้งศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม รวมทั้งมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามตระการตา เมื่อคุณได้มาเยือนนราธิวาสบ้านเรา ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาใด เราพร้อมใจดูแลคุณได้มาผ่อนคลายกับวัฒนธรรม วิถีชีวิต ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงาม


        สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่จะแนะนำให้รู้จักนราธิวาสมากขึ้น นั้นคือ หาดนราทัศน์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม หากจะมีคนกล่าวว่า ถ้ามานราธิวาสแล้วไม่มาเที่ยวหาดนราทัศน์ก็เหมือนมาไม่ถึงนราธิวาส ก็ไม่แปลกนักเพราะหาดนราทัศน์เป็นชายฝั่งทะเลที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำบางนรา ทำให้เห็นคลื่นเป็นระรอกๆ เห็นเรือกอและติดเครื่องยนต์มุ่งหน้าไปสู่ทะเลอันกว้างใหญ่ บริเวณหาดนราทัศน์จะเป็นชายหาดที่สวยงามตามธรรมชาติ มีร้านอาหารให้คุณได้ลิ้มรสชาติอีกมาก นอกจากนี้หาดนราทัศน์ยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เราจะได้เห็นความสุขของลูกๆหลานๆ ที่กำลังเล่นบนชายหาดหรือกำลังเล่นว่าวลอยบนฟ้า มีชายฝั่งทะเลที่สวยงามมากจังหวัดหนึ่ง ความสุขตรงนี้มันจะทำให้คนหลายคนที่อยู่รอบๆตัวเรามีความสุขไปด้วย สำหรับดิฉันแล้วหาดนราทัศน์ถือเป็นสถานที่ที่ชอบไปแวะ ไปผ่อนคลายอารมณ์หรือยามว่าง เดินเล่นบนชายหาด มองฟ้า มองน้ำ มองเด็กๆ มองทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา สิ่งเหล่านั้นมันทำให้เราได้สติ มีกำลังใจอีกครั้ง


         สถานที่ท่องเที่ยวแหล่งที่สองที่จะแนะนำคือ มัสยิด 300 ปี ( มัสยิดตะโละมาเนาะหรือมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) สาเหตุที่เรียกว่า "มัสยิด 300 ปี เพราะเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุด" มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็นเป็นผู้เริ่มก่อสร้างมัสยิดคนแรก และมัสยิดตะโละมาเนาะเพราะนายวันฮูเซ็น อัส-ซานาวี ผู้อพยพมาจากบ้านสะนอยานยา จังหวัดปัตตานี แล้วมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่หมู่บ้านตะโละมาเนาะ เลยเรียกตามที่ตั้งของมัสยิดจนถึงปัจจุบัน ลักษณะเด่นมัสยิดตะโละมาเนาะคือ การผสมผสานสถาปัตยกรรมสามชาติที่แตกต่างจากมัสยิดทั่วไป เป็นอาคาร2 หลังติดต่อกัน สร้างด้วยไม้ตะเคียน  ทั้งหลัง ใช้ไม้สลักแทนตะปู รูปทรงอาคารเป็นแบบไทยเข้ากับศิลปะจีนและมลายูที่ได้รับการออกแบบอย่างลงตัว มัสยิดตะโละมาเนาะเป็นสถานที่ที่แสดงถึงสถาปัตยกรรม 3 วัฒนธรรมที่เห็นชัดเจนและ ดึกเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น รวมทั้งยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์ที่คนนราธิวาสให้ความเคารพนับถือ ปัจจุบันยังใช้เป็นที่แสดงถึงศาสนกิจของชาวมุสลิมได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา ต่างถิ่นหรือต่างประเทศโดยเฉพาะชาวมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่ให้ความสนใจและประทับใจกับมัสยิดแห่งนี้


         นอกจากนราธิวาสมีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณสถานแล้ว ยังมีอาหารที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนราธิวาสคือ ขนมอาเกาะเป็นสูตรดั้งเดิมของคุณทวดที่มีความหอมจากเต่าถ่าน ข้าวยำยาโงะที่ชาวนราธิวาสพูดเต็มปากว่า อร่อยจริง ด้วยความอร่อยของข้าวยำยาโงะอยู่ที่เครื่องปรุงที่คัดสรรเป็นอย่างดี สำหรับของฝากที่หลายๆคนให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือ ข้าวเกรียบปลา(กือโปะ) ติดไม้เป็นของฝากเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น นอกจากขนมของทานเล่นและข้าวยำแล้ว ก็ยังมีลองกอง ลองกองเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อเรื่องของจังหวัดนราธิวาส ลองกองที่ติดปากผู้บริโภคมากที่สุดคือ ลองกองตันหยงมัสหรือลองกองซีโป เพราะมีรสหวาน หอม อร่อย เราอยากชวนคุณลิ้มลอง รสชาติและคุณจะติดใจ ลองกองบางนราบ้านเรา



------------------------------

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562

"เกาะยาว-ตากใบ" สะพานคอยร้อยปี สัมผัสวิถีของคนในพื้นที่



       เพียงเดินข้ามสะพานคอยร้อยปี ระยะทาง 345 เมตร ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอตากใบเพียง 3 กิโลเมตร และพาดผ่านแม่น้ำตากใบ เราก็จะเข้าสู่บรรยากาศสบาย ๆ ของ "เกาะยาว" หรือ "บ้านเกาะยาว" หมู่ที่ 8 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

      ภาพฟ้ากว้าง ธารน้อย ทิวมะพร้าวรายเรียงเป็นแนวยาว หาดทรายละเอียดสะอาด ระลอกคลื่นม้วนตัวขาวพราว จะกล่อมเกลาให้หัวใจนิ่งสงบ หยุดความอึกทึกของความเป็นเมืองเข้าสู่การสัมผัสเสียงธรรมชาติที่สบายหู ภาพงดงามสุดสบายตา

         ใช้เวลาเพียงหนึ่งวันที่นี่... เกาะยาว เราจะได้สัมผัสทั้งวิถีประมงพื้นบ้านและหลากอาชีพที่ผูกติดกับท้องทะเล บรรยากาศการท่องเที่ยวพักผ่อนแบบสบาย ๆ และได้ชิมอาหารพื้นถิ่นที่จะทำให้อิ่มอกอิ่มใจไปแสนนานกับบรรยากาศเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทย









-----------------------

วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562

หอนาฬิกาสามวัฒนธรรมปัตตานี “เวนิสแห่งชายแดนใต้”



         ช่วงเวลาเย็นของทุกวัน ที่บริเวณหอนาฬิกาสามวัฒนธรรม เทศบาลเมืองปัตตานี คือจุดศูนย์รวมของประชาชนทุกวัยที่จะมาทำกิจกรรมร่วมกัน พักผ่อนหย่อนใจ คลายอารมณ์ โดยจุดนี้มีหอนาฬิกาสามวัฒนธรรม ที่โดดเด่นเป็นสง่า ห่างจากหอนาฬิกาเพียงแค่ถนนกั้น จะพบกับศูนย์ออกกำลังกายที่มีอุปกรณ์กีฬาครบครันรองรับทุกเพศ ทุกวัย มาเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย โดยที่เห็นเด่นชัดจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ทั้งที่จูงลูกเล็กเด็กแดง รวมถึงผู้สูงวัยมาร่วมกันออกกำลังกาย เด็กๆสนุกสนานกับเครื่องเล่น ผู้ใหญ่ คุณตา คุณยาย ต่างได้มาพบพูดคุย สนทนากันอย่างออกรส

เมื่อข้ามถนนมาอีกด้านก็เป็นศาลหลักเมืองก็ยังมีกลุ่มคุณตา คุณยาย ชาวไทยเชื้อสายจีนรำไท้เก็ก ออกกำลังกายกันอย่างมีความสุข ห่างออกไปมีคนวัยหนุ่มสาวเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนาน สร้างสุขภาพของตนบนพื้นที่ที่สวยงามหอนาฬิกาสามวัฒนธรรม เป็นหอนาฬิกาที่ตกแต่งด้วยศิลปะไทย จีน มุสลิม มีความสวยงามลงตัว ตั้งอยู่บนสะพานศักดิ์เสนีย์ ซึ่งเป็นสะพานคู่ขนานกับสะพานเดชานุชิต มีประวัติมายาวนาน โดยสะพานเดชานุชิตเป็นสะพานแห่งแรกในจังหวัดปัตตานี สร้างโดยพระยาเดชานุชิตสยามมิศร์ภักดี สมุหเทศาภิบาลมณฑลปัตตานีคนแรก ซึ่งเป็นผู้มีคุณูปการต่อจังหวัดปัตตานีอย่างยิ่ง

         โดยจุดเด่นของสะพานทั้งสองแห่งนี้ คือ เป็นสะพานที่ตั้งอยู่กลางใจเมืองปัตตานี เป็นสะพานข้ามแม่น้ำปัตตานีที่เชื่อมต่อสู่ทะเล เปรียบเสมือนเหมืองเวนิส แห่งประเทศอิตาลี ที่มีบ้านเรือนประชาชนอยู่โดยรอบของแม่น้ำ ทั้งนี้เทศบาลเมืองปัตตานีได้สร้างทางเดินเพื่อสุขภาพรอบแม่น้ำปัตตานี ระหว่างสะพานเดชานุชิตและสะพานศักดิ์เสนีย์ เพื่อเป็นสถานที่ออกกำลังกาย มีเวทีการแสดงและบันไดลงแม่น้ำสำหรับจัดพิธีกรรมแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมปืนพญาตานีจำลองให้ชมอีกด้วย นี่คือความโดดเด่นของเมืองพหุวัฒนธรรมที่สวยงามและล้ำค่า นามว่าปัตตานี





---------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562

จังหวัดนราธิวาส เตรียมความพร้อมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เผื่อใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก



          นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการเตรียมความพร้อมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ น้ำตกสิรินธร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา หมู่ที่ 5 ต.โละจูด อ.แว้ง จ.นราธิวาส โดยขณะนี้มีการการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ และศาลาประกอบพิธีบริเวณน้ำตกสิรินธร ซึ่งบริเวณโดยรอบมีสภาพพร้อมที่จะใช้ตักน้ำได้ น้ำใสสะอาด ได้มีการมอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนราธิวาส ออกแบบบริเวณทางลงตักน้ำ ทางเชื่อมต่อศาลา และศาลาประกอบพิธี ให้มีความสะดวกและปลอดภัยในการเดินลงตักน้ำ เพื่อนำมาประกอบพิธี และออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม รวมทั้งให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา , อำเภอแว้ง และองค์การบริหารส่วนตำบลโละจูด ร่วมกันสำรวจรายละเอียดของพื้นที่เพื่อเตรียมการจัดทำพิธี และดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงภูมิทัศน์ และศาลาประกอบพิธีให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อจะได้เตรียมการประดับตกแต่งสถานที่ให้สวยงามและสมพระเกียรติในขั้นตอนต่อไป

จากนั้น คณะผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้เดินทางไปยังอุโบสถ วัดประชุมชลธารา ต.สุไหงปาดี อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เพื่อสำรวจสถานที่ประกอบพิธีจัดทำน้ำอภิเษกเจริญพระพุทธมนต์ และเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก ที่จะมีการกำหนดรูปแบบแผนผังสถานที่ให้เหมาะสมกับการดำเนินการต่อไป และได้เดินทางต่อไปยังบ่อน้ำคลองน้ำแบ่ง บ้านกูจำ หมู่ที่ 3 ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส สถานที่ที่จะใช้ตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะต้องนั่งเรือจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปยังบ่อน้ำประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ที่มีการปรับปรุงและซ่อมแซมศาลาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับทำพิธีที่บ่อน้ำคลองน้ำแบ่ง โดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนราธิวาส ออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์ศาลาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้สามารถวางเครื่องประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำ และผู้ร่วมประกอบพิธีให้มีความสะดวกและปลอดภัย รวมทั้งให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และองค์การบริหารส่วนตำบลไพรวัน ร่วมกันสำรวจรายละเอียดของพื้นที่เพื่อเตรียมการจัดทำพิธี และการดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมศาลาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อเตรียมการประดับตกแต่งสถานที่ให้สวยงามและสมพระเกียรติ ซึ่งมีการติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ลงพื้นที่ติดตามการเตรียมความพร้อมในการจัดทำน้ำอภิเษกของจังหวัด เพื่อให้สามารถดำเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

         สำหรับการเตรียมการจัดทำน้ำอภิเษกของจังหวัด ในวัน เวลา และฤกษ์ที่สำนักพระราชวังกำหนดไว้ ดังนี้ พิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ น้ำตกสิรินธร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา หมู่ที่ 5 ต.โละจูด อ.แว้ง และบ่อน้ำคลองน้ำแบ่ง บ้านกูจำ หมู่ที่ 3 ต.ไพรวัน อ.ตากใบ ในวันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2562 เวลา 11.52 น. และอัญเชิญน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปอุโบสถ วัดประชุมชลธารา พิธีทำน้ำอภิเษกของจังหวัดนราธิวาส ในวันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2562 เวลา 17.10 น. และวันที่ 9 เมษายน 2562 เวลา 12.00 น. พิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก ณ พระอุโบสถ วัดประชุมชลธารา ต.สุไหงปาดี อ.สุไหงปาดี จากนั้นอัญเชิญน้ำอภิเษกไปยังศาลากลางจังหวัดนราธิวาส เพื่อส่งให้กระทรวงมหาดไทยนำไปประกอบพิธีเสกน้ำอภิเษกในการพระราชพิธีราชาภิเษกต่อไป






-------------------------------------