วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

รัฐบาล จับมือผู้นำศาสนา “แก้ปัญหายาเสพติด” ในพื้นที่ จชต.



📣📣พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้มอบหมายให้ กอ.รมน. โดย กอ.รมน.ภาค 4 ประสานกับผู้นำศาสนาในพื้นที่ เข้าไปช่วยเหลือดูแลคัดกรอง ดึงเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เสพและติดยาเสพติดออกมาบำบัดฟื้นฟูอย่างจริงจัง

✅✅ทั้งนี้ สืบเนื่องจากผู้นำศาสนาในหลายพื้นที่ ได้แสดงความจริงใจ ร่วมกันสะท้อนข้อมูล ต้องการให้รัฐบาล เข้ามาช่วยเหลือแก้ปัญหาทุกข์ในใจของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ซึ่งขณะนี้มีลูกหลานกว่าหมื่นราย ติดยาเสพติดและเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการ อันเกิดปัญหาทางสังคมตามมามากมาย ทั้งปัญหาอาชญกรรมและ ความรุนแรง รวมทั้งปัญหาการศึกษาและคุณภาพชีวิตครอบครัว
✅✅โดย พล.อ.ประวิตร กำชับขอให้ฝ่ายปกครองและสาธารณสุขในพื้นที่ ให้ความสำคัญกับกระบวนการทางสาธารณสุข เข้าบำบัดฟื้นฟูทางกายและจิตใจ ผู้เสพ ผู้ติด ควบคู่กับ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและเสริมทักษะอาชีพ เพื่อสร้างโอกาสและคุณค่าตนเองในสังคม โดยต้องพยายามติดตามให้ขาดจากวงจรยาเสพติดให้ได้

📌📌สำหรับเครือข่ายผู้ค้า ทั้งพื้นที่ชายแดน และชุมชนเมือง โดยเฉพาะเครือข่ายรายย่อยในหมู่บ้านที่ใกล้ชิดกับประชาชน ขอให้ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง ปฏิบัติการกวาดล้างจับกุมอย่างจริงจังต่อเนื่องกันไป เพื่อร่วมกันเปิดพื้นที่ปลอดยาเสพติด หลังส่งคืนลูกหลานที่ผ่านการบำบัดกลับสู่สังคม
✅✅ทั้งนี้ ขอให้ต่อภาพเชื่อมโยงเครือข่ายและเส้นทางการเงินให้ถึงตัวการใหญ่ ที่หากินอยู่เบื้องหลังปัญหาที่เป็นทุกข์ในใจของพี่น้องชาวไทยมุสลิมให้ได้ โดยให้ดำเนินการให้ถึงที่สุด ทั้งมาตรการทางกฎหมายและการยึดทรัพย์
----------------------------

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561

OTOP นวัตวิถี “บ้านปาเระ” เสน่ห์ความงดงามของวิถีชีวิตในชุมชน



     "การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มุ่งเน้นสร้างรายได้และความเจริญความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจโดยให้ภาคเอกชน ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการร่วมกับภาครัฐ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานตามโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือ OTOP"

        หนึ่งในแนวคิด OTOP นวัตวิถี ที่ภาครัฐผลักดันจนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากชุมชน ความกระตือรือร้น การร่วมแรงแข็งขันเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อันเป็นภูมิปัญญานำสู่ความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ผ่านเรื่องราวเสน่ห์ความงดงามของวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในชุมชน ซึ่งเป็นต้นทุนของชุมชนที่มีอยู่แต่เดิมให้กลายเป็นจุดดึงดูด เพื่อนำพานักท่องเที่ยวมาสู่ชุมชน และผลักดันให้เกิดกำลังซื้อสินค้าและบริการของชุมชนที่มีชาวบ้านเป็นผู้ผลิต เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ฐานราก

        ในความเป็นชุมชนที่ติดทะเล คนส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก มีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ในแนวทางเดียวกัน สามารถทำทุกอย่างร่วมกันได้ อย่างไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้น จึงทำให้ชุมชนบ้านปาเระ หมู่ที่ 1 ตำบลบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี เป็นหนึ่งใน 50 ชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบนวัตวิถีโดยการนำภูมิปัญญาการทำว่าวบูลันและกระต่ายขูดมะพร้าว (บาราโหม)การทำว่าวบูหลัน ซึ่งตำบลบาราโหมขึ้นชื่อเรื่องว่าวเป็นอย่างมาก เพราะเคยแข่งขันชนะในระดับ 3 จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นการแข่งด้านทักษะหรือความสวยงาม ว่าวที่นี่ก็ไม่เคยแพ้ที่ไหนมาก่อน นอกจากว่าวบูหลันแล้ว ก็ยังมี ว่าวดอกชบา ว่าวมลายูพื้นบ้าน ว่าวนก ว่าวโนราห์ ว่าวลาแย เป็นต้น สำหรับวิธีการผลิตว่าวนั้น ใช้ไม้ไผ่มาเหลาโดยใช้มีดเหล่าที่ใช้ทำว่าวโดยเฉพาะ สีที่ใช้คือสีโปสเตอร์วาดลวดลาย ระยะเวลาการทำขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของว่าว ใช้เวลาตั้งแต่ 20 วัน ถึง 1 เดือน

       กระต่ายขูดมะพร้าว หรือ กอแร ในภาษาถิ่น เป็นภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นโดยชาวบ้านเอง สลักลายมลายูเป็นรูปสิงห์อันนี้เป็นงานแฮนด์เมดแกะสลักไม้ล้วนๆอยู่ในราคาตั้งแต่ 3,000- 25,000 ใครที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ต.บราโหม ยังคงมีร่องรอยอารยธรรมจากสุสานพญาอินทิรา หรือสุลต่านอิสมาอีล ชาห์ ตั้งอยู่ที่หมู่ 2 บ้านปาเระ ตำบลบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานี อันเป็นสถานที่ฝังพระศพของเจ้าเมืองปัตตานีพระองค์แรกที่นับถือศาสนาอิสลาม และสถาปนาเมืองปัตตานีเป็นนครปาตานีดารุสสาลาม นอกจากนั้นยังมีสุสานราชินี 3 พี่น้อง หรือสุสานกษัตริย์หญิงสามพระองค์คือ รายาฮีเยา รายาบีรู และรายาอูงู ให้เข้าชมได้อีกด้วยจ้ะ

        "เราใช้สื่อในการบอกเล่า คนที่เข้ามาท่องเที่ยวจริงๆ คนที่เข้ามาสัมผัสจริงๆ จะเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุดในเรื่องของการท่องเที่ยว กระแสท่องเที่ยวภูมิปัญญานับว่าเป็นส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอันที่จะส่งเสริมด้านเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งได้มาจากนักท่องเที่ยวที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ชาวมาเลเซียและจากกรุงเทพ ถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่โด่งดังและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กระแสตอบรับดีมากด้วย" นายอูเซ็ง เบญนูรุดดีน กำนันตำบลบาราโหม อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
การท่องเที่ยวที่ผูกพันกับชุมชน คือการที่คนในขุมขนสร้างความสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวจะกลับมาหาชุมชนอีกครั้ง







วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีปัตตานี



     สำหรับที่ปัตตานี นายสุริยะ กิติบุญญา พัฒนาการจังหวัดปัตตานี ได้ส่งเสริมการตลาด ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ปัตตานี ปัตตานี ดารุสสลามแปลว่า ปัตตานี นครแห่งสันติหรือปัตตานีที่เรารู้จักกันนั่นเอง
     ปัตตานี เป็นเมืองเก่าแก่ มีความงดงามท่ามกลางพหุวัฒนธรรม ไทยพุทธ มุสลิมและไทยจีน อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างลงตัวบนพื้นฐานความศรัทธาของกันและกัน มี 13 ตำบล 66 หมู่บ้าน เนื้อที่ประมาณ 2,052 ตารางกิโลเมตร
      นายสุริยะ เผยว่าจังหวัดปัตตานีได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาและสร้างสรรค์มูลค่าเศรษฐกิจด้วยผลิตภัณฑ์ฮาลาล การท่องเที่ยว และทุนทางสังคม เพื่อกลไกขับเคลื่อนสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิต รวมทั้งสร้างคุณค่าและมูลค่าจากทรัพยากรธรรมชาติสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

      “OTOP นวัตวิถีปัตตานี เริ่มจากบ้านบน ต.ปะเสยะวอ ชมการวาดลวดลายบนเรือกอและ ศิลปะพื้นบ้านมลายู ตามเอกลักษณ์เมืองปัตตานี สุเหร่าไม้กำปงอาตัสที่มีอายุกว่า 70 ปี และการทำข้าวเกรียบปลา หรือกรือโป๊ะ จากนั้นไปนั่งเรือลอดอุโมงค์ป่าโกงกางตระการตา ที่บ้านปาเระ ต.บาราโหม และบ้านตรัง ต.ตรัง อ.มายอ มีไม้ตะเคียนทองยักษ์ใหญ่ยาว 25 เมตร อายุกว่า 300 ปี แกะสลักพระพุทธรูปเป็นเรื่องราวพุทธประวัติ 14 ตอน และเรื่องราวของชุมชนอีก 1 ตอน อีกทั้งชมการทอผ้าลาย จวนตานี” ในตัวเมืองเย็นๆค่ำๆ คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย นั่งกันตามร้านอาหาร ร้านกาแฟ โดยเฉพาะหน้า มอ.ปัตตานี มีอาหารหลากหลายรูปแบบ ร้านโรตี ชาชักที่ขึ้นชื่อ มะตะบะ น้ำชา กาแฟ ร้านชาบู บิงซู จิ้มจุ่ม เป็นต้น

     ที่ตระการตาคือ มัสยิดกลางปัตตานี สถาปัตยกรรมที่สวยงาม เป็นศาสนสถานศูนย์รวมจิตใจของผู้นับถือศาสนาอิสลามทั้งในพื้นที่ อีกทั้งจากพื้นที่อื่นทั้งในและต่างประเทศ รวมถึง มัสยิดหรือเซะ อายุเก่าแก่ 200 ปี ความเป็นมิตรด้วยรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความจริงใจในนวัติวิถีปัตตานี ที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติ เชิญชวนให้น่าไปสัมผัส

----------------------------------

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

“เที่ยวเบตง” สัมผัสมนต์เสน่ห์ชายแดนใต้


ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง
      "ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน" เป็นคำขวัญจังหวัดที่ "ตะลอนเที่ยว" อยากชวนไปสัมผัสกันสักครั้ง นั่นก็คือ "ยะลา" นั่นเอง
       "ยะลา" จังหวัดที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งจังหวัดน่าเดินทางไปท่องเที่ยว เพราะที่นี่จะอบอวลไปด้วยเสน่ห์วิถีแห่งชายแดนใต้ รวมถึงมีธรรมชาติงดงามอย่างทะเลหมอก และอากาศอันบริสุทธิ์บริเวณยอดเขา 

จุดชมวิวบนสะพานข้ามเขื่อนบางลาง
      เมื่อเดินทางมาถึงเมืองงามอย่างยะลาแล้ว จุดแรกที่อยากแนะนำก็คือ "เขื่อนบางลาง" เพื่อมาชมวิวทิวทัศน์ของเขื่อนบางลาง ตั้งอยู่ที่ตำบลเขื่อนบางลาง อำเภอบันนังสตา ซึ่งเป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว มีความสูง 85 เมตร สันเขื่อนยาว 430 เมตร อ่างเก็บน้ำจุได้ 1,400 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับน้ำเหนือเขื่อน 2,080 ตารางกิโลเมตร
 วิวทิวทัศน์ของเขื่อนบางลาง
       โดยนักท่องเที่ยวสามารถมาชมบรรยากาศของเขื่อนแห่งนี้ได้ที่สะพานข้ามเขื่อนบางลาง ซึ่งสะพานนี้สร้างขึ้นเพื่อย่นระยะทางกว่า 15 กิโลเมตร เดิมถนนที่ใช้จะเป็นเส้นทางระหว่างภูเขาที่มีความคดเคี้ยว ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความล่าช้าและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ทางราชการต้องดำเนินการสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 410 สายยะลา-เบตง ขึ้น โดยประหยัดเวลาการเดินทางได้ประมาณ 30 นาที
ตู้ไปรษณีย์ใหญ่ที่สุดในโลก
ต่อจากนั้นเรามุ่งหน้าสู่อำเภอเบตง เมื่อมาถึงแล้วก็ไม่พลาดมาถ่ายรูปกับ
ไฮไลต์ของที่นี่ นั่นก็คือ "ตู้ไปรษณีย์ใหญ่ที่สุดในโลก" ตั้งอยู่ที่อ.เบตง ในเขตเทศบาล มุมถนนสุขยางค์ ตู้ไปรษณีย์ขนาดใหญ่แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 2467 โดยอดีตนายไปรษณีย์โทรเลข อ.เบตง เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของเบตงในเรื่องการติดต่อสื่อสาร ลักษณะของตู้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นรูปกลมทรงกระบอกแยกได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนฐานและส่วนตัวตู้ ส่วนสูงของตัวตู้คือ 290 เซนติเมตร นับจากฐานขึ้นไปรวมความสูงของตู้ด้วย วัดได้ 320 เซนติเมตร ปัจจุบันนี้ตู้ไปรษณีย์ใบนี้ยังใช้งานอยู่ หากนักท่องเที่ยวมาเยือนเบตงแล้วอย่าลืมมาแชะภาพกับตู้ไปรษณีย์ยักษ์กัน เดี๋ยวเขาจะหาว่ามาไม่ถึงเมืองเบตง ใกล้ๆ กันนั้นจะเป็นวงเวียนหอนาฬิกา โดยจะมีรถสัญจรผ่านไปมาอย่างไม่ขาดสาย
ด่านพรมแดนเบตง
       หลังจากที่เราได้ถ่ายรูปกับไฮไลต์ของเบตงกันแล้ว ไปกันต่อที่ "ด่านพรมแดนเบตง" ชมด่านที่เปิดให้นักท่องเที่ยวและคนทั่วไปเข้าและออกระหว่างประเทศไทย-มาเลเซีย ถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดยะลาและพื้นที่ใกล้เคียง และยังเป็นเขตเศรษฐกิจชายแดนหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการบริการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการ ที่เสมือนประตูหน้าด่านของประเทศไทย
ด่านพรมแดนเบตง 

พระธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ
       อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเบตงก็คือ มาสักการะ "พระธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ" ตั้งอยู่ที่วัดพุทธาวาส ถ.รัตนกิจ อยู่ในตัวเมืองเบตง โดยตัวเจดีย์ตั้งอยู่บนเนินเขา มีขนาดความกว้าง 39 เมตร สูง 39.9 เมตร หรือขนาดความสูงเทียบเท่าตึก 13 ชั้น เป็นมหาธาตุเจดีย์ที่มีความงดงามและใหญ่ที่สุดในภาคใต้
ความงดงามของพระธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ
ด้านในของพระธาตุเจดีย์
       โดยภายในองค์มหาธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มหาธาตุเจดีย์องค์นี้สร้างขึ้นจากความคิดและการดำเนินการของอดีตประธานศาลฎีกาเพื่อเฉลิมฉลองและถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา จากเจดีย์สามารถมองเห็นทัศนียภาพของวัดและเมืองเบตงในอีกมุมหนึ่งได้อย่างสวยงาม
พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง
     จุดชมวิวเมืองเบตงที่นอกจากจะได้ชมจากบริเวณวัดพุทธาวาสแล้ว เรายังสามารถเดินทางขึ้นมาชมได้ที่ "พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง" อีกด้วย ก่อนที่เราจะไปชมวิวทิวทัศน์ ก็ชวนมาชมด้านในของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้กันก่อน โดยที่ชั้นหนึ่งจะเก็บรวบรวมศิลปวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้โบราณวัตถุ อาทิ ถ้วยชามเครื่องเคลือบ โต๊ะ ตู้ เตียงโบราณ ตะเกียงเก่า เรือสำเภาจำลอง กี่ทอผ้า อุปกรณ์ปั่นฝ้าย ในส่วนของชั้นสอง มีการจัดแสดงภาพเก่าของเมืองเบตง และข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจในเมืองนี้ หากนักท่องเที่ยวอยากย้อนวันวานถึงเมืองเบตงในสมัยก่อนก็สามารถมาชมกันได้ นอกจากนั้นพิพิธภัณฑ์เมืองเบตงยังมีความพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ เป็นจุดชมวิวชั้นดีที่เมื่อขึ้นไปชั้นบนสุดมองลงมาจะเห็นตัวเมืองเบตงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงยามเย็นใกล้ค่ำ เราก็จะเห็นแสงสีที่สว่างไสวของไฟประดับเมืองนี้อย่างงดงาม
ชมวิวเมืองเบตงจากด้านบนพิพิธภัณฑ์
      หลังจากลงมาด้านล่างจะผ่าน "อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์" ตั้งอยู่บริเวณถนนอมรฤทธิ์ ตัดกับถนนภักดีดำรง ผ่านสวนสาธารธะออกสู่ถนนบริเวณหน้าสวนนก เชื่อมต่อกับถนนมงคลประจักษ์ ทะลุไปสู่ชุมชนเมืองใหม่หมู่บ้านแกรนด์วิว และเชื่อมต่อกับถนนอัยเยอร์เบอร์จัง ไปสู่ชุมชนธารน้ำทิพย์อีกทอดหนึ่ง
อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ยามค่ำคืน
      โดยอุโมงค์แห่งนี้เป็นอุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขาแห่งแรกของเมืองไทย ที่ขุดทอดโค้งให้รถวิ่งไป-มา ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มีความยาวตลอดอุโมงค์ประมาณ 273 เมตร โดยเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2544 ในช่วงค่ำๆ เราจะเห็นแสงสีของแสงไฟประดับของอุโมงค์เจิดจ้าสวยงาม
หอนาฬิกาประดับไฟยามค่ำ
ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง
     สำหรับใครที่หลงใหลไปกับทะเลหมอกยามเช้า สามารถมาสัมผัสกับสายหมอกกันได้ที่ จุดชม "ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง" ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรี ตำบลอัยเยอร์เวง อ.เบตง เป็นจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่เดินมาเยี่ยมชมกันอย่างคับคั่ง การเดินทางมาชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวงนั้น หากมาจากตัวเมืองเบตงจะใช้เวลาประมาณ 40 นาที และใครที่ต้องการมารับไอหมอกยามเช้าก็ต้องออกเดินทางมากันตั้งแต่เช้ามืดกันเลยทีเดียว
นักท่องเที่ยวเดินทางมาชมทะเลหมอก
     เสน่ห์ของดินแดนใต้สุดแดนสยามยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ให้หลงใหลมาชมอีกมากมาย หากใครยังไม่เคยมาเยือนก็อยากชักชวนให้ได้มาสัมผัสกันสักครั้ง รับรองว่าจะประทับติดตราตรึงใจกันอย่างแน่นอน
-------------------------------

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สัมผัส "นราธิวาส" มนต์เสน่ห์ที่ห้ามพลาด


        

        สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จ.สุราษฏร์ธานี ร่วมกับ 14 จังหวัดภาคใต้ จัดงานภายใต้โครงการส่งเสริมมหกรรมอาหารเพื่อการท่องเที่ยวสู่นานาชาติ จ.สุราษฏ์ธานี เพื่อประชาสัมพันธ์อาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวของ14จังหวัดภาคใต้ ล่าสุดจัดกิจกรรม กินเพลินเดินเก๋เท่อย่างใต้ นำผู้สื่อมวลชนและบล็อกเกอร์จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยว และอาหารขึ้นชื่อประจำจังหวัดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส

        เริ่มต้นที่ จ.นราธิวาส มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่มาแล้วจะต้องไปให้ได้ ประกอบด้วย เกาะยาว สัมผัสวิถีประมงพื้นบ้านที่เรียบง่ายบนเกาะยาว เกาะเล็กๆ ที่เชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ด้วยสะพานไม้ชื่อว่า สะพานคอย 100 ปีมีความยาว 345 เมตร ทอดข้ามแม่น้ำตากใบไปยังเกาะยาว ด้วยบรรยากาศที่สงบ หาดทรายอะเอียดจึงเหมาะกับการพักผ่อนหน่อยใจ ต่อมาเยี่ยมชมการทำ กื๊อโป๊ะข้าวเกรียบปลาเจ้าแรกของ จ.นราธิวาส ของฝากขึ้นชื่อที่ชาวนรานิยมรับประทาน ทั้งกื๊อโป๊ะสดทอดในน้ำมันร้อนๆ และข้าวเกรียบ จิ้มกับน้ำจิ้มรสเด็ดของทางร้าน จากนั้นก็เดินชม สะพานปลาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดการทำกื๊อโป๊ะ สัมผัสวิถีชีวิตชาวมุสลิมที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านของชาวมุสลิม ที่เรียกว่า เรือกอและสีสันฉูดฉาดสวยงาม

หาดนราทัศน์ ชายหาดที่มีความโค้งหาดยาวต่อเนื่อง 5 กิโลเมตร แต่ก่อนชาวหาดดังกล่าวมีความกว้างมากจนมีการสัมปทานขุดทราย ทำให้หาดแห่งนี้แคบลง แต่ยังคงความสวยงามไว้เช่นเดิม ริมหาดร่มรื่นด้วยทิวสน เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอีกแห่งหนึ่งของชาวเมืองนราธิวาส ปิดท้ายด้วยการเที่ยวชม มัศยิด 300 ปีเป็นสถาปัตยกรรมอาคารไม้ตะเคียนทั้งหลัง ผสมผสานศิลปะไทย จีน และมลายูเข้าด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์ สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมทางศาสนาที่ผ่านกาลเวลามายาวนานรับร้อยๆ ปี
       นายณรงค์ สังข์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวและกีฬา จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า นายเอกรัฐ หลีเส็น ผวจ.นราธิวาส ได้ให้ความสำคัญเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นราธิวาส เนื่องจากเป็นเมืองชายแดนใต้สุดของประเทศไทย มีอาณาเขตติดกับประเทศมาเลเซีย มีด่านชายแดน 3 ด่าน ประกอบด้วย ด่าน อ.ตากใบ ด่าน อ.สุไหงโก-ลก และด่าน อ.แว้ง นอกจากนี้จังหวัดยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งทะเล หาดทราย ภูเขา และน้ำตก ที่สำคัญยังเป็นดินแดนพหุวัฒนธรรมที่หลากหลายของพี่น้องมุสลิม-พุทธ-เชื้อสายจีน ที่มีความแตกต่างเรื่องภาษา อาหาร และการแต่งกายแต่ก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข โดยจังหวัดจะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชมและสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของพี่น้องชาว จ.นราธิวาส

       “ที่ อ.สุคิริน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของ จ.นราธิวาส เนื่องจาก ต. ภูเขาทอง ชาวบ้านจากภาคอีสานเข้ามาประกอบอาชีพร่อนทองขายจำนวนมาก ทำให้ในแต่ละปีมีการจัดประเพณีบุญบั้งไฟขึ้น นอกจากนี้ทุกปี อ.สุไหงโก-ลก มีการจัดกิจกรรมสมโภชเจ้าแม่โต๊ะโมะ มีการแข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติ มีประเทศจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ลาว ออสเตรเลียส่งทีมเชิดสิงโตเข้าร่วมแข่งขันซึ่งจังหวัดได้เข้าไปส่งเสริมกิจกรรมดังกล่าวเช่นกันผอ.ท่องเที่ยวและกีฬา จ.นราธิวาส กล่าว

       อย่างไรก็ตามรายได้จากการท่องเที่ยวของ จ.นราธิวาส ประมาณเกือบ 2,000 กว่าล้านบาทต่อ 1 ปี นักท่องเที่ยวที่เข้ามาร้อยละ 70 เป็นชาวมาเลเซียขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยอยู่ที่ร้อยละ 30 อย่างไรก็ตามการเตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวขณะนี้ทาง ผวจ. นราธิวาส มีนโยบายในการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของจังหวัด และพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว โดยมั่นใจว่าโรงแรมและที่พักในพื้นที่ จ.นราธิวาสที่มีอยู่เกือบ 5,000 กว่าแห่งสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเพียงพอ ส่วนมาตรการการรักษาความปลอดภัยทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน ทั้ง3 ฝ่าย ได้ช่วยกันดูแลอย่างเข้มข้น ส่วนชุมชนก็ช่วยกันดูแลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามา








------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ชมรมศิลปินชายแดนใต้ จัดแสดงภาพวาด“รัชกาลที่ 9 ในหลวงในดวงใจ”



      ที่บริเวณลาน ชั้น 2 ศูนย์การค้าโคลีเซี่ยมซีนีเพล็กซ์ อ.เมือง จ.ยะลา ชมรมศิลปินชายแดนใต้ โดยนายวินัย สุขวิน ประธานชมรมศิลปินชายแดนใต้ ร่วมกับ ศูนย์การค้าโคลีเซี่ยมซีนีเพล็กซ์ อ.เมือง จ.ยะลา ได้จัดนิทรรศการ แสดงผลงานภาพวาด รัชกาลที่ 9 ในหลวงในดวงใจโดยนำ ภาพวาด กว่า 100 ชิ้น หลากหลายเทคนิค จากศิลปินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาจัดแสดง เพื่อให้ประชาชน ได้ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ พุทธศักราช 2561 นอกจากนี้ ยังมีการประกวดวาดภาพ รัชกาลที่ 9 ในหลวงในดวงใจ ระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 4-6 การสาธิตวาดภาพ รวมทั้ง การจำหน่ายผลงานศิลปะจากนักศึกษา สาขาออกแบบนวัตกรรมทัศนศิลป์ และสาขาออกแบบศิลปกรรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา อีกด้วย

     ซึ่งการจัดแสดงนิทรรศการ ฯ ครั้งนี้ ได้รับความสนใจ ประชาชน นักเรียน นักศึกษา มาร่วมชมภาพวาด กันอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่สนใจ ก็สามารถไปร่วมชมผลงาน ภาพวาด รัชกาลที่ 9 ในหลวงในดวงใจได้ตั้งแต่วันนี้ (5 ธ.ค 61) ไปจนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2561 ณ ศูนย์การค้าโคลีเซี่ยมยะลา ชั้น 2



--------------------------------------------