วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

“ดินแดนแห่งความเขียวชอุ่ม” อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส



         ว่ากันว่า คนที่ไม่เคยออกเดินทาง ก็ไม่ต่างกับคนที่อ่านหนังสือเพียงหน้าเดียว และถ้าประเทศไทยเปรียบเหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง เราคงเปิดมาถึงบทที่ตัวหนังสือรายเรียงบนกระดาษถนอมสายตาน่าอ่านเพราะที่นี่ได้รับสมญานามว่า ดินแดนแห่งความเขียวชอุ่ม อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส คือเรื่องราวการเดินทางอีกหนึ่งบทที่เราจะมาเล่าให้ฟัง ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองนราธิวาสประมาณ 2 ชั่วโมง รายล้อมด้วยภูเขา มีแม่น้ำสายบุรีที่เป็นแหล่งของแร่ทองไหลผ่าน เรียกได้ว่าที่นี่คือพื้นที่สีเขียวที่เต็มไปด้วยทรัพยากรควรค่าแก่การไปร่อนทอง ไปพักผ่อนเรียนรู้และรีเฟรชพลังอย่างที่สุด

         นอกจากการได้สัมผัสธรรมชาติเต็มอิ่ม พักโฮมสเตย์ริมน้ำที่เป็นของชาวบ้านจริงๆ ไปลองร่อนทอง ดักกุ้ง จับปลา หรือจะเดินป่า ล่องแก่ง ตั้งแคมป์บนยอดเขารอเช้าเอาหน้าไปปะทะแสงอรุณ เรื่องทะเลหมอกก็ไม่ต้องลุ้นมีแทบทุกวัน นอกจากนั้นยังได้ไปนั่งส่องนกเงือก เดินตลาดนัด ทั้งธรรมชาติและกิจกรรมให้ทำมีอีกเพียบ รายละเอียดอื่นๆ ลองกดดูกดอ่านไปเรื่อยๆ รับรองว่าจะฟินส์และจะหลงสุคิรินแบบเราแน่นอน

































------------------------------

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ตื่นตาตื่นใจ!! เมืองงามสามวัฒนธรรม เสน่ห์บนปลายด้ามขวาน



        ปัตตานี เมืองเล็ก ๆ แสนเงียบสงบที่ธรรมชาติถูกบ่มเพาะให้อุดมสมบูรณ์ สวยงาม ด้วยวิถีชีวิตเรียบง่ายและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ แม้จะเป็น 1 ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่มีข่าวความไม่สงบจากคำบอกเล่าของคนอื่นผ่านหูบ่อย ๆ แต่เมื่อได้ลองมาสัมผัส เมืองงามสามวัฒนธรรม เสน่ห์บนปลายด้ามขวานไทยแห่งนี้ด้วยตัวเอง ก็ทำให้เรารู้ว่าเมืองนี้น่าอยู่กว่าที่คิด และเป็นเมืองที่ชิลล์มาก

      เริ่มต้นทำความรู้จักกับวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวปัตตานีที่ ชุมชนบางปู ชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ สายน้ำ ผืนดิน สายลม และอุโมงค์ป่าโกงกางกว้างใหญ่ หมู่ไม้เขียว ๆ เรียงตัวหนาแน่นตลอดชายฝั่ง พร้อมอิ่มท้องด้วยอาหารทะเลสดใหม่ ข้าวยำ และขนมถิ่น ขนมมาดูฆาตง ที่ใครได้ลองชิมก็ต้องติดใจ

     สัมผัสกับความร่มรื่นของธรรมชาติกันจนอิ่มแปล้แล้ว ก็ได้เวลาย้ายมา มัสยิดกรือเซะ หรือ มัสยิดปินตูกรือบัน มัสยิดโบราณอายุกว่า 300 ปี ที่ตกแต่งด้วยศิลปะแบบเปอร์เซียแห่งอาหรับ นับเป็นมัสยิดแห่งแรกในอาเซียนที่ถูกสร้างขึ้นด้วยอิฐแดง ที่ผลิตขึ้นในหมู่บ้านกะมิยอ จังหวัดปัตตานี

        อีกหนึ่งมัสยิดสำคัญของเมืองที่ต้องแวะชมให้ได้สักครั้งก็คือ มัสยิดกลางปัตตานี ศาสนสถานแห่งศรัทธาที่สง่างาม มีมนต์ขลัง และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นศูนย์รวมจิตใจ ความศรัทธา และเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของผู้นับถือศาสนาอิสลามในภาคใต้ที่สำคัญ สร้างขึ้นในปี 2497 โดยได้ต้นแบบมาจากทัชมาฮาล สุสานหินอ่อนที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลกของอินเดีย

        จากนั้นแวะมาศาลเจ้าเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองปัตตานีมาแต่โบราณ ศูนย์รวมศรัทธาของชาวไทยเชื้อสายจีนในปัตตานี ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือ ศาลเจ้าเล่งจูเกียง ประดิษฐานรูปแกะสลักของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เจ้าแม่ทับทิม พระหมอ และองค์พระอื่น ๆ อีกหลายองค์

         หลังจากเยี่ยมชมโบราณสถานที่สำคัญ พร้อมศาลเจ้าคู่บ้านคู่เมืองปัตตานีกันไปแล้ว ก่อนกลับแวะมาเดินชิลล์ ๆ บริเวณสวนสมเด็จเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือสวนแม่-สวนลูก ภายในมี Pattani Sky Walk สะพานโครงสร้างเหล็กยาว 400 เมตร แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัดปัตตานี ที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจตลอดเส้นทางชมธรรมชาติเหนือยอดไม้ในมุมสูงกว่า 12 เมตร หรือราว ๆ ตึก 3 ชั้นนั่นเอง

        เห็นได้ชัดว่าปัตตานีอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพื้นที่สีเขียว รอยยิ้ม ศิลปะ และวัฒนธรรม ภายใต้ความสงบและไม่เร่งรีบของที่นี่ ทำให้เราได้มีเวลามากพอที่จะได้ซึมซับบรรยากาศที่ต้องบอกเลยว่าถ้าไม่มาสัมผัสด้วยตัวเองก็คงไม่เข้าใจว่าเมืองปัตตานีนั้นมีเสน่ห์มากกว่าที่คิดมากมายจริง ๆ










--------------------------------