วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565

"ขนมดอกจอก" กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมุสลีมะห์พัฒนา ชุมชนบูเก็ตโกร อ.เบตง จ.ยะลา

ขนมดอกจอกเป็นขนมที่นิยมตั้งแต่สมัยก่อน แต่ในปัจจุบันเริ่มจะหาทานยาก เด็กๆ สมัยนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไรนัก เนื่องจากไม่ค่อยเป็นที่นิยมจากเด็กรุ่นใหม่ ขนมดอกจอกเป็นขนมที่มีรูปทรงคล้ายดอกจอกที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในน้ำ รูปทรงสวยงามน่ารับประทาน แต่เนื่องจากขนมดอกจอกเป็นขนมที่ต้องใช้น้ำมันพืชปริมาณมากในการทอดจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมกับคนสมัยนี้ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่เน้นเรื่องสุขภาพเป็นสำคัญ อาจเป็นเพราะว่ามีคอเลสเตอรอลสูงเเละทำให้อ้วนได้ ขนมดอกจอกในสมัยก่อนเป็นที่นิยมมากจะเป็นหนึ่งในขนมที่จัดขึ้นในงาน และพิธีการสำคัญต่างๆเช่นงานบวช งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ ทำให้ขนมดอกจอกไม่แพ้ขนมไทยอย่างทองหยิบ ทองหยอด หรือฝอยทองที่เป็นที่นิยมทั้งในอดีตและปัจจุบัน 



กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมุสลีมะห์พัฒนา (บูเก็ตตักโกร) ได้มองว่าขนมดอกจอก กำลังจะหายไปจากสังคมไทยเรื่อยๆ เพราะไม่ค่อยมีคนขายกันเท่าไหร่ เด็กรุ่นใหม่ก็จะไม่เคยได้กิน และคิดว่าขนมดอกจอกทำยาก แต่แท้ที่จริงแล้วเราแค่มีแม่พิมพ์รูปดอกจอกก็สามารถทำได้แล้ว จึงได้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อทำขนมดอกจอก ถือว่าเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านฯ อีกด้วย สำหรับผู้ที่สนใจ "ขนมดอกจอก" สามารถสั่งได้ที่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมุสลีมะห์พัฒนา (บูเก็ตตักโกร) โทร 095-5719686




----------------------------------------

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2565

กระเป๋าผ้าปาเต๊ะ ชุมชนจาเราะกางา ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของชายแดนใต้

ด้วยสีสันและลวดลายที่สดใสสวยงาม บ่งบอกถึงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างดี ผ้าปาเต๊ะมีลวดลายที่ประณีตซับซ้อน และมีมากกว่าสองลายขึ้นไปบนผ้าผืนเดียว จึงทำให้ผ้าปาเต๊ะมีความโดดเด่นสะดุดตา ผสมผสานกับฝีมือการเล่นสีอะคริลิก ผสมสีกากเพชร แต่งแต้มลวดลายตามจินตนาการ ปัจจุบันได้มีการนำ ผ้าปาเต๊ะมาประยุกต์ใช้ให้มีความหลากหลาย ทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า ผ้าพันคอ และอื่นๆ ยิ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผ้าปาเต๊ะยิ่งดูมีคุณค่า กลายเป็นผ้าที่มีราคา และเป็นที่ต้องการของคนทั่วไป



กลุ่มสตรีจาเราะกางา อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากทางเทศบาล เมืองเบตง ที่ได้ส่งเสริมความรู้และทักษะด้านอาชีพการทำผลิตภัณฑ์จากผ้าปาเต๊ะให้กับกลุ่มอาชีพจาเราะกางา เพื่อสร้างโอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพ เป็นการเพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายในครัวเรือน ส่งเสริมอาชีพให้กับกลุ่มสตรีจาเราะกางา ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ร่วมกันพัฒนาก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีในชุมชน พึ่งพาตนเองตลอดจนมีการดำเนินชีวิตบนพื้นฐาน แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้นำผ้าปาเต๊ะมาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าผ้า,หมวก,พวงกุญแจ,แมส ฯลฯ เนื่องจากเป็นผ้าปาเต๊ะมีลวดลายสวยงามอยู่ในตัว และนำมาออกแบบให้ทันสมัย สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้


โดยผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์จากผ้าปาเต๊ะ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณมีนา ดือมาลี (ประธานกลุ่มแม่บ้านจาเราะกางา) โทร.098-0366925


---------------------------

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565

โกปี๊ 100 ปี (โกปี๊วังเก่า) ต้นตำรับกาแฟโบราณ รสชาติเข้มข้น ของดีคู่เมืองเบตง จ.ยะลา


โกปี๊ 100 ปี (โกปี๊วังเก่า) ของดีเบตง รสชาติเข้มข้น ต้นตำรับกาแฟโบราณเป็นที่ทราบกันดีว่า “กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมาอย่างช้านาน ที่สำคัญได้รับความนิยมไปทั่วโลก ถือว่าเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมตลอดกาล ซึ่งชาวเบตงเองก็นิยมดื่มกาแฟกันในช่วงเช้า และช่วงค่ำ โดยแกล้มกับข้าวเหนียว (ปูโล๊ะ) และข้าวยำ (นาซิกาบู) เลยทำให้เป็นการจุดประกายทางความคิดให้แก่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกาแป๊ะกอตอใน ในการรวมตัวกันยามว่างจากการประกอบอาชีพหลักจากการทำสวนยางพารา และกลุ่มแม่บ้านในชุมชนได้มองเห็นปัญหาที่เกษตรกรในพื้นที่มีการปลูกกาแฟและมีผลผลิตกาแฟจำนวนมาก แต่ราคาตกต่ำ ไม่มีการแปรรูปผลผลิตเพื่อจำหน่าย มีเพียงการแปรรูปเพื่อบริโภคกันในครัวเรือนเท่านั้น สมาชิกในกลุ่มจึงมีแนวคิดที่จะรวมกลุ่มกันแปรรูปเมล็ดกาแฟที่มีในชุมชนเพื่อให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพในชุมชน โดยนำเมล็ดกาแฟมาแปรรูปเป็นผงกาแฟโบราณเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้สมาชิกกลุ่มแม่บ้านและชุมชน





โดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกาแป๊ะกอตอใน ได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแปรรูปเมล็ดกาแฟมาเป็นจุดตั้งต้นในการผลิต โดยเป็นการผลิตผงกาแฟโบราณ (โกปี้) แบบดั้งเดิมด้วยการคั่วเมล็ดกาแฟกับน้ำตาลจนได้ความเข้มที่พอเหมาะ บดด้วยครกไม้แบบโบราณ โดยใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมและสืบทอดกันมาตั้งแต่ในอดีต ซึ่งกรรมวิธี และกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมที่สะอาด และถูกสุขลักษณะผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานอาหารและยารวมถึงการได้รับเครื่องหมายฮาลาลด้วย ทำให้รสชาติและกลิ่นหอมของกาแฟผงโบราณเบตง เมื่อยามชงดื่มเป็นที่ถูกใจของคอกาแฟโบราณทั้งหลายเป็นอย่างมาก ปัจจุบันได้พัฒนาในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ทั้งแบบพร้อมชง (ชนิดซอง) , แบบพร้อมชง (ชนิดผง)และแบบขวด (พร้อมดื่ม) มีเลขทะเบียนการค้าถูกต้อง ทำให้กาแฟโบราณเบตง กลายเป็นสินค้าของฝากสำคัญอีกชิ้นหนึ่งจากการเยือน เมืองเบตงและยิ่งไปกว่านั้นขณะนี้กาแฟโบราณเบตงก็ได้ถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในรายชื่อของ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ของจังหวัดยะลาอีกด้วย


สำหรับผู้ที่สนใจกาแฟโบราณโกปี้วังเก่า สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกาแป๊ะกอตอใน (กลุ่มผู้ผลิตโกปี๊วังเก่า) โทร.093-7202410 , 098-7421435


ขอขอบคุณ ร้านชาพะยอม และ ZOO Berger 


------------------

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

"กระเป๋าสานท้องถิ่นด้วยเส้นพลาสติก" กลุ่มแม่บ้านเบตงฮูลู จ.ยะลา

จากฝีมือของ กลุ่มแม่บ้านเบตงฮูลู ที่ได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลเมืองเบตง และต้องการจะต่อยอดผลิตภัณฑ์เส้นพลาสติกสาน ให้มีมูลค่าสูงขึ้นด้วยการดีไซน์ที่ดูทันสมัย ซึ่งการใช้เส้นพลาสติกสามารถทำได้ง่ายกว่าเพราะมีความอ่อนนิ่ม เหนียว ยืดหยุ่นได้ดี สามารถหักพับได้ วัสดุมีความคงทน ทำให้สานได้ง่ายและรวดเร็ว น้ำหนักเบา สะดวกแก่การใช้สอย ดูแลรักษาง่าย ไม่เกิดเชื้อรา มีสีสันสวยงาม ซึ่งคนในชุมชนสามารถนำมาพัฒนาเป็นอาชีพเสริม เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้เป็นอาชีพให้แก่ครัวเรือนได้อย่างมั่นคงแท้จริง



และจุดเด่นของผลิตภัณฑ์พลาสติกสานของเบตงฮูลู เป็นสินค้าที่ผลิตด้วยมือล้วนมีรูปแบบมากมาย สามารถทำตามแบบที่ลูกค้าต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าของสุภาพสตรีในรูปทรงต่างๆ , กระเป๋าใส่แก้วเยติ , ที่ใส่ของอเนกประสงค์ ฯลฯ ซึ่งล้วนใช้ฝีมือในการสานที่ประณีต จนทำให้กลุ่มแม่บ้านเบตงฮูลู ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดชุดตะกร้าสานพลาสติก ในงานมหกรรมผลไม้และของดีเมืองยะลา ประจำปี 2562 (ที่ผ่านมา)



ตัวผลิตภัณฑ์แฝงไว้ซึ่งงานฝีมือของภูมิปัญญาท้องถิ่น มีรูปแบบที่หลากหลายสามารถ ผลิตตามความต้องการของผู้ใช้งานจึงเป็นที่นิยมซื้อเป็นของฝากของนักท่องเที่ยว โดยผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์เส้นพลาสติกสาน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณรอเมาะ บือโต (ประธานกลุ่มแม่บ้านเบตงฮูลู) โทร.082-2656912






--------------------------------------


วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

“ส้มแขกแปรรูป” ของดี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ส้มแขกใช้สำหรับปรุงอาหารจำพวกแกงส้ม หรือแกงเหลือง ต้มส้มปลา แต่หลังจากที่มีผลงานวิจัยพบว่า ส้มแขกมีสรรพคุณทางสมุนไพรหลายอย่าง โดยเฉพาะช่วยลดความอ้วน ทำให้มีการนำส้มแขกมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด อย่างที่กลุ่มแม่บ้านกาแป๊ะกอตอนอก ได้นำส้มแขกมาแปรรูปเป็นส้มแขกแช่อิ่ม น้ำส้มแขก และส้มแขกกวน ซึ่งสภาพของหมู่บ้านกาแป๊ะกอตอนอก มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และอาชีพส่วนใหญ่ของคนในชุมชนจะประกอบอาชีพเกษตร ส่งผลให้มีผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นยางพาราและผลไม้ ซึ่งคนในชุมชนมักจะปลูกส้มแขก แซมในสวนผลไม้และมีการปลูกส้มแขกแทบทุกบ้านด้วย



ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากส้มแขกนั้น จะมีเอกลักษณ์โดดเด่น สินค้าที่แปรรูปมาจากส้มแขกในพื้นที่ชุมชนมีความสดใหม่ เนื่องจากสินค้าแต่ละประเภทไม่เน้นผลิตในปริมาณมาก เพราะต้องการจำหน่ายให้หมด และมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้บริโภคหรือลูกค้าจะได้ลิ้มรสของอร่อยที่ผลิตใหม่อยู่ตลอดเวลา



ส้มแขกของกลุ่มแม่บ้านกาแป๊ะกอตอนอก นับว่าเป็นผลผลิตที่น่าสนใจ นอกจากจะให้สมาชิกในกลุ่มมีรายได้เสริมจากการทำสวนยางพาราแล้ว ผู้บริโภคก็ยังได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพ เนื่องจากส้มแขกมีสรรพคุณหลายอย่าง หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่กลุ่มแม่บ้านกาแป๊ะกอตอนอก โทร.091-7974055


--------------------------------------

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

โรงเรียนต้นแบบสืบสานงานหัตถกรรมย่านลิเภา สนองแนวพระราชดำริ



ย่านลิเภาเป็นพืชตระกูลเฟิร์นหรือเถาวัลย์ชนิดหนึ่ง ภาษาทางภาคใต้เรียกเถาวัลย์ว่าย่าน ขณะที่ชาวพื้นเมืองนราธิวาสเรียกว่าลิบู เป็นภาษามลายูแปลว่าตีนจิ้กจง จากลักษณะใบของย่านลิเภาที่หยัก ๆ คล้ายตีนจิ้งจก มีคุณสมบัติที่ดี คือ ลำต้นเหนียว ชาวบ้านจึงนำมาจักสานเป็นภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ หัตถกรรมย่านลิเภามีแพร่หลายแทบทุกจังหวัดในภาคใต้ รวมถึงจังหวัดนราธิวาส โดยว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ นายอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ทรงทราบว่าย่านลิเภาเป็นเถาวัลย์ที่หาได้ง่ายและขึ้นอยู่ทั่วไปในพื้นที่ภาคใต้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการอนุรักษ์และพัฒนางานจักสานย่านลิเภาให้เป็นอาชีพเสริมแก่ราษฎรในเขตภาคใต้

 

ด้านนางนลิณี สาและ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านคลอแระ อำเภอบาเจาะ กล่าวว่า อย่างในพื้นที่ตำบลบาเระใต้ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นสมาชิกในโครงการศิลปาชีพ ประกอบกับย่านลิเภามีอยู่มากในพื้นที่ หาได้ทั่วไป ทางโรงเรียนบ้านคลอแระ จึงมีแนวคิดดำเนินโครงงานอาชีพหัตถกรรมการจักสานย่านลิเภา โดยนำครูศิลปาชีพมาเป็นวิทยากรสอนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 เรียนทุกวันศุกร์ ครั้งละ 2 ชั่วโมง โครงงานจักสานย่านลิเภา เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เมื่อได้สอนนักเรียนผลที่ได้ทำให้นักเรียนมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพราะต้องใช้ความคิดในการออกแบบลวดลาย แต่ละคนจะมีลวดลายไม่เหมือนกัน ที่สำคัญเป็นการสืบสานงานตามแนวพระราชดำริ อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป...

 

ว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ นายอำเภอบาเจาะ กล่าวเสริมว่า การจัดการเรียนการสอนยังสามารถสอดแทรกองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ประสบการณ์จากการเฝ้าฯ รับเสด็จ จากพ่อแม่ผู้ปกครองที่เป็นสมาชิกในโครงการศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นการปลูกจิตสำนึกเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้กับเด็ก เยาวชน ด้วยเรื่องใกล้ตัว สำหรับที่บ้านคลอแระ ยังเป็นที่ตั้งของศาลาทรงงาน ซึ่งสมเด็จฯ จะเสด็จทรงงานทุกปี ชาวบ้านได้เข้าเฝ้าฯ ใกล้ชิด นำผลิตภัณฑ์ถวาย ส่วนใครเจ็บป่วยก็ได้พบหมอหลวง และบ้านคลอแระ ยังมีครูสอนลิเภาและสมาชิกมากที่สุดของจังหวัดนราธิวาสด้วย

 

“...โรงเรียนบ้านคลอแระ จัดการเรียนการสอนหัตถกรรมย่านลิเภามากว่า 10 ปีแล้ว และได้ขยายผลไปยัง 4 โรงเรียน ในปัจจุบันทางอำเภอบาเจาะได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดหาวัตถุดิบอุปกรณ์ และค่าวิทยากร ทั้ง 5 โรงเรียน สิ่งที่พัฒนาต่อไปเป็นเรื่องของการออกแบบที่จะให้ลวดลายหรือเส้นลิเภาไปปรากฎอยู่บนวัตถุสิ่งของอื่น ๆ ได้บ้าง ที่สามารถจะจำหน่ายเป็นของที่ระลึก ไม่จำเป็นว่าสิ่งของนั้นต้องทำด้วยลิเภา 100%...นอกจากนี้เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ได้จัดทำแปลงอนุรักษ์ย่านลิเภาบนพื้นที่สาธารณะบ้านคลอแระ จำนวน 30 ไร่ ซึ่งเป็นแห่งเดียวของจังหวัดนราธิวาส ส่วนในปี 2564 ทางอำเภอบาเจาะ ได้รับงบประมาณจากจังหวัดนราธิวาส เพื่อจัดทำแปลงอนุรักษ์ย่านลิเภาในพื้นที่พรุสาธารณะ ประมาณ 20 ไร่ เพื่อให้มีวัตถุดิบทั้งในเรื่องการเรียนการสอน และให้กับชาวบ้านที่เป็นสมาชิกในโครงการศิลปาชีพผลิตภัณฑ์ของนักเรียน มีกำไล จานรองแก้ว พวงกุญแจ เข็มกลัด ของตกแต่ง ได้นำไปจัดแสดงในงานศิลปหัตกรรมนักเรียน ระดับประเทศ อีกทั้งจำหน่าย และโรงเรียนบ้านคลอแระ ยังเป็นศูนย์เรียนรู้หัตถกรรมการจักสานย่านลิเภา ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและสร้างความมีชื่อเสียงให้เกิดแก่จังหวัดนราธิวาส



-----------------------------

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส พัฒนาอาชีพ สร้างงานสร้างรายได้


การขับเคลื่อนงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีตำบลบาเจาะ จากที่มีหนี้ค้างชำระกองทุนสูงเป็นอันดับที่ 2 ของจังหวัด แต่อาศัยการทำงานแบบครอบครัวสามารถแก้ไขปัญหา ได้รับรางวัลดีเด่น ระดับจังหวัดนราธิวาส ประจำปี 2563 รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญเรื่องการพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้และส่งเสริมศักยภาพสตรีในทุกมิติ จึงได้จัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีขึ้นมา นับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาศักยภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรีมีการจัดสรรเงินให้ 2 ประเภท คือ เงินอุดหนุน และเงินหมุนเวียน คิดอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี ต่อมาในปี 2559 ถ่ายโอนกองทุนฯ ให้กรมการพัฒนาชุมชนเข้ามาดูแล



ในส่วนของจังหวัดนราธิวาส ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานกองทุนฯ ครอบคลุมทั้ง 13 อำเภอ โดยนางยินดี บุญเตชพิทักษ์ พัฒนาการอำเภอบาเจาะ กล่าวว่า อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ได้ขับเคลื่อนกองทุนโดยเริ่มปล่อยให้เงินกู้ให้กับกลุ่มสตรีในปี 2556 จำนวน 49 โครงการ งบประมาณกว่า 9 ล้านบาท อยู่ในตำบลบาเจาะ จำนวน 32 โครงการ นำเงินทุนไปประกอบอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า ค้าขาย แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เป็นต้น แต่เกิดปัญหามีหนี้ค้างชำระสูง ว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ นายอำเภอบาเจาะ สะท้อนความคิดเห็นว่า อำเภอบาเจาะมีจุดเริ่มต้นที่ยากกว่าอำเภออื่น ๆ เพราะมีหนี้ค้างชำระเป็นอันดับที่ 2 ของจังหวัด ซึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาต้องทำงานแบบครอบครัว เน้นการช่วยเหลือ

“...กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ไม่ใช่แค่เม็ดเงินที่มาให้กลุ่มสตรี ต้องให้ความรู้ ให้ข้อมูลโดยคณะอนุกรรมการที่มีความรู้อย่างเรื่องปศุสัตว์ เกษตร ประมง การทำงานเน้นการช่วยเหลือมากกว่าการบังคับชำระหนี้ ที่สำคัญคือการใช้กลไกคณะกรรมการหมู่บ้าน บรรยากาศของสภาพแวดล้อมมีส่วนในการทำให้คนที่กู้ยืมไปแล้ว ต้องทำงานให้สำเร็จ มาชำระเงินได้ เพื่อให้คนอื่นได้ใช้เงินกองทุนต่อไป...การใช้แนวทางดังกล่าว ส่งผลให้คณะทำงานขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีตำบลบาเจาะ ได้รับรางวัลตามโครงการเชิดชูเกียรติคนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีดีเด่นระดับจังหวัดนราธิวาส ประจำปี 2563 นางวิลาวัลย์ ลามะทา หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีตำบล บาเจาะ กล่าวเสริมว่า ปัจจัยของความสำเร็จเกิดจากการทำงานแบบครอบครัวพัฒนาชุมชน เน้นการติดตามอย่างต่อเนื่อง ทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน ต่อยอดความสำเร็จ ทำให้มีการชำระเงินคืน จากหนี้คงค้างเดิมกว่า 6 ล้านบาท คงเหลือประมาณ 3 ล้านบาท ปัจจุบันในพื้นที่ตำบลบาเจาะ มีสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี 12,000 คน 

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเพื่อป้องกันปัญหาการมีหนี้ค้างชำระเกิดขึ้นอีก ต้องมีระบบการกลั่นกรองในระดับตำบล ระดับอำเภอ ตลอดจนมีคณะกรรมการติดตามประเมินผล โดยเชิญคนนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ปราชญ์ชาวบ้าน เข้ามามีส่วนร่วมที่สำคัญอำเภอบาเจาะมีศักยภาพในเรื่องการคมนาคมขนส่ง จะร่วมกับภาคเอกชนอย่างบริษัท ปตท. โดยนำสินค้าของกลุ่มสตรีไปจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันของบริษัท และใช้ทุนทางเศรษฐกิจ มาพัฒนากลุ่มสตรีที่ใช้เงินจากกองทุนฯ ให้เกิดการพัฒนาที่เข้มแข็งต่อไปในอนาคต




--------------------------