วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561

จ.ยะลา ตามรอยละครบุพเพสันนิวาส อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย งาน "ย๊ะล๊า ยะลาแฟร์" สร้างสีสันชายแดนใต้



บรรยากาศค่ำคืนสุดท้าย (5 เม.ย. 61) ในการจัดงาน "ย๊ะล๊า ยะลาแฟร์" ครั้งที่ 7 ซึ่ง หอการค้าจังหวัดยะลา ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา จัดขึ้นที่สนามโรงพิธีช้างเผือก เทศบาลนครยะลา เป็นไปอย่างคึกคัก โดยทางคณะกรรมการจัดงานได้จัดการประกวดหนุ่มสาวสยาม แต่งกายย้อนยุคสวมใส่ชุดไทยในรัชสมัยรัชกาลที่ 1-9 เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยผ่านเวทีการประกวด โดยมีบรรดาหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ส่งหนุ่มสาวเข้าร่วมการประกวด ถึง 22 คู่ 44 คน เพื่อสร้างสีสันให้กับงาน ซึ่งการประกวดครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ มาร่วมเป็นกำลังใจกันจำนวนมาก รวมทั้ง บรรดากองเชียร์ที่ส่งหนุ่มสาวเข้าร่วมการประกวด


โดยการประกวดเริ่มจากการแนะนำคณะกรรมการ 5 ท่าน ที่เข้าร่วมการตัดสิน และเปิดเวทีการประกวดด้วยการแสดงประกอบเพลงละครบุพเพสันนิวาส พร้อมทั้งให้ผู้เข้าร่วมประกวด ทั้ง 22 คู่ เดินโชว์ตัว ให้คณะกรรมการ ประชาชน ได้ร่วมชมความสวยงามในการสวมใส่ชุดไทยและการไหว้แบบไทย ซึ่งแต่ละคู่ได้แต่งกายที่แสดงถึงความเป็นไทยตามรัชสมัยอย่างสวยงาม พร้อมทั้งได้แนะนำตัวและบรรยายชุดที่สวมใส่เข้าร่วมการประกวด


หลังจากนั้น ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนส่งแรงใจ แรงเชียร์ ด้วยการซื้อดอกไม้เพื่อเป็นการให้คะแนนมอบให้กับคู่หนุ่มสาวที่ชื่นชอบ ก่อนที่คณะกรรมการจะประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 10 คู่ และประกาศผล 5 คู่สุดท้าย และตอบคำถามเป็นคู่ พร้อมกับเดินโชว์ตัวให้คณะกรรมการพิจารณาอีกครั้ง พร้อมกับประกาศผลรางวัลพิเศษขวัญใจมหาชน ได้รับเงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมสายสะพายและรางวัลขวัญใจออเจ้า (ชุดสวยงาม) ได้รับเงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมสายสะพาย รางวัลชมเชย 2 รางวัล เงินรางวัล 3,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับสายสะพายและเงินรางวัล 8,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับสายสะพายและเงินรางวัล 10,000 บาท


โดยผู้ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ การประกวดหนุ่มสาวสยาม ในปี 2561 งาน "ย๊ะล๊า ยะลาแฟร์" ครั้งที่ 7 เป็นคู่หนุ่มสาวหมายเลข 9 โดยร้านไตเติ้ล เวดดิ้ง แทรนเนอร์ พัทลุง ส่งเข้าประกวดได้รับเงินรางวัล จำนวน 15,000 บาท มงกุฎพร้อมสายสะพายไปครอง
        ทั้งนี้ การจัดงาน "ย๊ะล๊า ยะลาแฟร์" ครั้งที่ 7 ทางหอการค้าจังหวัดยะลาได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดยะลา สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีช่องทางจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภค ให้ประชาชนได้ร่วมกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ บรรเทาความตึงเครียด สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการในสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่


ตลอดจนเป็นการส่งเสริมสินค้า OTOP เข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยมีการจำหน่ายสินค้า หลากหลายชนิด ทั้งอาหาร เสื้อผ้า สินค้าทั่วไป สินค้าชุมชน และสินค้าโอทอปจากผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดยะลา กว่า 300 ร้าน รวมทั้งการแสดงบนเวทีของศิลปิน นักร้อง นักแสดง การแสดงของนักเรียน ตลอด 3 วัน 









วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561

จ.ยะลา ถ่ายทอดการทำไม้กวาดดอกหญ้า ภูมิปัญญาไทย วิถีชาวบ้านธารโต สู่คนรุ่นหลัง



ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลคีรีเขต อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ได้นำดอกหญ้ามาสาธิตการทำไม้กวาดดอกหญ้าให้กับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มาเที่ยวชมงานวันผู้สูงอายุชายแดนใต้ “ผู้สูงวัยถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่ลูกหลาน” ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุบ้านทักษิณจังหวัดยะลา โดยมีผู้เข้าร่วมงานให้ความสนใจมาร่วมชมการสาธิตในครั้งนี้


ชาวบ้านตำบลคีรีเขต บอกว่า ปกติแล้วดอกหญ้าก๋งจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม มีเพียงปีละหนึ่งครั้งเป็นช่วงที่ยางผลัดใบพอดี ซึ่งในพื้นที่ตำบลคีรีเขต มีดอกหญ้าซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอยู่ตามเชิงเขาจำนวนมาก ชาวสวนยางที่ว่างจากการกรีดยางก็จะไปเก็บดอกหญ้า มาฟัดให้ฝอยออกก่อนแล้วนำมาตากแดดจนแห้ง จึงจะนำมามัดเป็นไม้กวาดดอกหญ้าขาย เพื่อเป็นรายได้เสริมในช่วงที่ราคายางตกต่ำให้ครอบครัว ขายในราคาอันละ 60 บาท โดยตำบลคีรีเขต จะทำกันหลายคน หลายบ้าน นอกจากนี้ ก็จะมีการรวมกลุ่มทำไม้กวาดดอกหญ้าในหมู่บ้าน ด้วย


สำหรับไม้กวาดดอกหญ้า เป็นภูมิปัญญาด้านหัตกรรมของชาวบ้านที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษทำต่อๆ กันมา ส่วนวิธีทำก็ไม่ยากสำหรับคนที่ทำเป็นแล้ว เพียงนำดอกหญ้าที่ตากแห้งแล้วมามัดกับเชือก ซึ่งจะต้องมัดให้แน่น ดึงให้ตึงเพื่อไม่ให้หลุด วันหนึ่งจะทำสูงสุดได้ 10 อัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับที่ลูกค้าสั่งด้วย โดยตนเองก็จะมีลูกค้าประจำเป็นโรงเรียนในพื้นที่ที่มาสั่งให้ทำ และช่วยอุดหนุนคนในหมู่บ้าน





วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561

เปิดแล้วงาน "ย๊ะล๊า ยะลา แฟร์ ครั้งที่ 7" กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว สร้างอาชีพ รายได้ให้ชาวยะลา



 ที่สนามโรงพิธีช้างเผือก เทศบาลนครยะลา นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานเปิดงาน "ย๊ะล๊า ยะลา แฟร์ ครั้งที่ 7" พร้อมด้วยนายมุขตาร์ มะทา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา นายกันต์พงษ์ ลิ่มกาญจนา ประธานหอการค้าจังหวัดยะลา ซึ่งหอการค้าจังหวัดยะลา ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา และ ผู้ประกอบการค้าในพื้นที่จังหวัดยะลา ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดยะลา สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีช่องทางจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภค ให้ประชาชนได้ร่วมกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ บรรเทาความตึงเครียดสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการในสถานการณ์ความไม่สงบใน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมสินค้า OTOP เข้าสู่ประชาคมอาเซียน


สำหรับกิจกรรมในงานมีการจำหน่ายสินค้า หลากหลายชนิดทั้งอาหาร เสื้อผ้า สินค้า ทั่วไป สินค้าชุมชน สินค้าโอทอป จากผู้ประกอบการในพื้นที่ จ.ยะลา กว่า 300 ร้าน รวมทั้งการแสดงบนเวทีของศิลปิน นักร้อง นักแสดง การแสดงของนักเรียน ตลอด 3 วัน ขณะที่ มีประชาชนเดินทางมาร่วมงาน พร้อมจับจ่ายซื้ออาหาร สินค้า ภายในงานกันจำนวนมาก ซึ่งงาน "ย๊ะล๊า ยะลา แฟร์ ครั้งที่ 7" จะมีไปตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 5 เมษายน 2561


นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า ตามที่หอการค้าจังหวัดยะลา ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา ได้จัดงาน "ย๊ะล๊า ยะลา แฟร์" อย่างต่อเนื่องขึ้นในทุกปี เพื่อกระตุ้นสภาวะเศรษฐกิจในจังหวัดยะลา และเพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชน และเป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคตามวิสัยทัศน์ที่ว่า "หอการค้าจังหวัดยะลา เป็นสถาบันผู้นำภาคธุรกิจที่เข้มแข็ง และมีความน่าเชื่อถือ มีเครือข่ายที่กว้างขวางและมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมของจังหวัดยะลา" สภาพปัจจุบัน สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อให้เกิดความตึงเครียดแก่ประชาชนในพื้นที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ขยายตัวเท่าที่ควร


ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณหอการค้าจังหวัดยะลาและองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา ที่ตระหนักและให้ความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดยะลามาโดยตลอด เชื่อว่าการจัดงาน "ย๊ะล๊า ยะลา แฟร์" ในครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนได้คลายความตึงเครียด และกระตุ้นให้มีการจับจ่ายใช้สอยในจังหวัด ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของจังหวัดยะลาขยายตัวดีขึ้น สร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมาสู่ชายแดนใต้ได้อีกทางหนึ่ง





นักปั่นจักรยานร่วมชื่นชมความงดงามของวิถีวัฒนธรรมชายแดนใต้ไทย-มาเลเซียผ่านกิจกรรม"ปั่นสองน่อง ท่องสองแผ่นดิน ไทย-มาเลเซีย



นางพาตีเมาะ สะดียามู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมนักปั่นจักรยานจากในพื้นที่และหลายจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งนักปั่นจักรยานจากประเทศมาเลเซีย ร่วมปั่นจักรยานในกิจกรรมปั่นจักรยานจังหวัดนราธิวาส "ปั่นสองน่อง ท่องสองแผ่นดิน ไทย-มาเลเซีย เส้นทางสุไหงโก-ลก-ด่านบูเก๊ะตา อ.แว้ง ประเทศไทย  –อำเภอตะเนาะแมเราะ –อำเภอปาเสมัส รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ที่จัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส ร่วมกับชมรมปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดนราธิวาส และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และสานสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย


ซึ่งตลอดการปั่น ได้ชื่นชมบรรยากาศ 2 ข้างทางของอำเภอชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ และร่วมซึมซับมิตรภาพจากประชาชนในพื้นที่ ไปพร้อมกับการเรียนรู้วิถีชีวอตชายแดนใต้ สร้างความประทับใจให้กับนักปั่นจักรยานที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ เนื่องจากส่วนหนึ่งเพิ่งได้มีโอกาสมาเยือนจังหวัดนราธิวาส และประเทศมาเลเซียเป็นครั้งแรก

















จ.ยะลา จัดตลาดนัดภูมิปัญญา สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น “วิถีถิ่น วิถีมลายู 3 วัฒนธรรม สองฝั่งคลอง”



เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 61 ที่บริเวณลานกิจกรรมหน้าบ้านโบราณ ริมแม่น้ำปัตตานี (สะพานเรือนจำ) นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายก้องสกุล จันทราช นายอำเภอเมืองยะลา นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย วัฒนธรรมจังหวัดยะลา นายนิอันนุวา สุไลมาน พาณิชย์จังหวัดยะลา นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา และนายมะสดี หะยีปิ นายกเทศมนตรีตำบลท่าสาป ได้ร่วมแถลงข่าวการจัดงานตลาดนัดภูมิปัญญา สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น ย้อนอดีตเมืองยะลา “วิถีถิ่น วิถีมลายู 3 วัฒนธรรม สองฝั่งคลอง” ประจำปี 2561 โดยมีส่วนราชการ สื่อมวลชน รวมทั้งประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม ซึ่งการแถลงข่าวมีการพูดคุยในเรื่องการส่งเสริมภาพลักษณ์ การท่อเที่ยวจังหวัดยะลา วัตถุประสงค์ของการจัดงาน การส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม การบูรณาการร่วมกันจัดกิจกรรม รวมทั้งการดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดการจัดงาน


ซึ่งการจัดงานตลาดนัดภูมิปัญญา สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น ย้อนอดีตเมืองยะลา “วิถีถิ่น วิถีมลายู 3 วัฒนธรรม สองฝั่งคลอง” ครั้งนี้ กำหนดจัดระหว่างวันที่ 6-8 เมษายน 2561 ณ ริมแม่น้ำปัตตานี (บริเวณท่าแพเก่า) หมู่ที่ 1 ตำบลท่าสาป อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปะการแสดง และการละเล่นพื้นบ้านให้อยู่คู่กับท้องถิ่น เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนตระหนักถึงคุณค่าความงดงามของศิลปะการแสดงและการละเล่นพื้นบ้าน เป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมของชาติมาถ่ายทอดให้กับอนุชนรุ่นหลังได้สืบไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของความเป็นวิถีถิ่น อีกทั้ง เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพี่น้องไทยพุทธและไทยมุสลิมในตำบลท่าสาป และประชาชนทั้งสองฝั่งคลอง (เทศบาลตำบลท่าสาป-เทศบาลนครยะลา) ซึ่งอยู่ร่วมกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ให้มีความรักความสามัคคี และเกิดความปรองดองมากยิ่งขึ้น


สำหรับกิจกรรมในงานมีการแสดง แสง สี เสียง กิจกรรมบนเวที สาธิตการทำขนมพื้นบ้าน อาหารพื้นบ้าน สาธิตการแกะหนังตะลุง (วายังกูเละ) สาธิตการเชิดหนังโดยเด็กและเยาวชนในตำบลท่าสาป สาธิตการทำลูกข่างไม้ (กาซิง) สาธิตการจักสานไม้ไผ่ สาธิตการวาดภาพและศิลปะต่างๆ การจำหน่ายสินค้า OTOP และร้านค้าต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมจำลองขบวนช้าง ชุดวิถีถิ่น วิถีมลายู การแสดงซีละ







วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

เสื้อลายดอกไม้สีสันสดใส สะดุดตาชาวยะลา!!! ต้อนรับสงกรานต์



วันนี้ 3 เม.ย. 61 บรรยากาศช่วงเทศกาลสงกรานต์ในพื้นที่จังหวัดยะลา เริ่มคึกคัก โดยร้านค้าภายในเขตเทศบาลนครยะลาได้สั่งเสื้อผ้าลายดอกไม้ต่างๆ ที่มีสีสันสดใส สวยงาม ซึ่งมีทั้งของผู้ใหญ่และของเด็กๆ มาจัดวางขายไว้หน้าร้าน เพื่อให้ประชาชนได้เลือกซื้อสวมใส่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึงนี้ ซึ่งมีประชาชนทยอยเดินทางมาเลือกซื้อเสื้อลายดอกในแบบและสีที่ตนเองชอบกันอย่างต่อเนื่อง


เจ้าของร้านอรพรรณ ถนนรวมมิตรยะลา บอกว่า เริ่มสั่งซื้อเสื้อผ้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์มาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม สั่งจากกรุงเทพฯ ครั้งละ 100-200 ตัว โดยจะคละแบบ คละลาย และคละสีกัน ทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่ เสื้อคอปก เสื้อยืด ชุดของเด็กๆ นำมาวางขาย เสื้อผู้ใหญ่ ราคาขายตั้งแต่ 200-250 บาท แล้วแต่แบบ ส่วนของเด็ก ราคาตั้งแต่ 120-140 บาท ราคาก็คงเดิมเหมือนกับปีที่แล้ว


ช่วงนี้มีประชาชนชาวยะลาเริ่มทยอยเดินทางออกมาเลือกซื้อบ้างแล้ว ขายได้เรื่อยๆ นอกจากนี้ ผ้าไทยก็มีคนทำงานทั้งส่วนราชการ เอกชน มาเลือกซื้อกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมไว้สวมใส่ไปทำบุญในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และช่วงของการรณรงค์สวมใส่ผ้าไทยด้วย







วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

“สังคมพหุวัฒนธรรม” สังคมที่อยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานความแตกต่าง


    ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ รับมอบภารกิจในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้จากรัฐบาล 4 ประการ คือ ลดความรุนแรงและแสวงหาทางออกการขัดแย้งด้วยสันติวิธี, การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่, สร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความเข้มแข็ง, และสร้างความเข้าใจให้คนในพื้นที่และนอกพื้นที่ ในวันนี้เราจะพาคุณผู้ฟังไปรับฟังข้อมูลจากหนึ่งแนวทางที่กล่าวถึงนี้ก็คือการสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม จะเป็นอย่างไรไปรับฟังพร้อมๆ กัน


      สังคมพหุวัฒนธรรม คือ สังคมที่ผู้คนอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายและความแตกต่างอย่างกลมกลืนกัน ซึ่งความแตกต่างนี้สามารถแบ่งได้หลากหลายประเภท ทั้งเชื้อชาติ ชาติพันธุ์, ศาสนา ความเชื่อ, ภาษา, วิถีการดำเนินชีวิต, และขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม จารีต และประเพณี
นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. เล่าให้ฟังว่า สังคมพหุวัฒนธรรม ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่อยู่ในความดูแลของ ศอ.บต. ประกอบด้วย สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีหลากหลาย เนื่องจากคนในพื้นที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน อยู่ร่วมกับคนไทยเชื้อสายไทย และคนไทยเชื้อสายมลายู ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธและอิสลาม จะมีบ้างบางส่วนที่นับถือศาสนาซิกข์และคริสต์ และผู้คนในพื้นที่ก็ต่างอยู่ร่วมกันได้ โดยการอยู่ร่วมกันนี้มีด้วยกัน 2 ส่วน คือ สามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ และสามารถแยกทำกิจกรรมของแต่ละกลุ่มได้ด้วยเช่นกัน เช่น พี่น้องมุสลิมจะเข้ามัสยิดละหมาดทุกวันศุกร์ เดือนหนึ่งก็เข้ามัสยิด 4 ครั้ง ในขณะที่พี่น้องไทยพุทธก็เข้าวัดทุกวันพระ เดือนหนึ่งก็ 4 ครั้งเช่นกัน นอกจากนี้ ศอ.บต.ยังส่งเสริมให้พี่น้องมุสลิมได้ไปนครเมกกะ เช่นเดียวกับที่ส่งเสริมให้พี่น้องไทยพุทธไปสังเวชนียสถาน แม้จะแยกกันทำกิจกรรมแต่ก็มีความเชื่อมโยงของวัฒนธรรมและความเชื่อที่เหมือนกัน ในขณะที่กิจกรรมที่ทำร่วมกันก็มีเช่นวัฒนธรรมทางอาหารแม้พี่น้องมุสลิมจะมีข้อกำหนดที่ต้องรับประทานอาหารฮาลาลเท่านั้น ซึ่งหมายถึงอาหารที่สะอาด ถูกหลักอนามัย มีกรรมวิธีการปรุงและการทำตามหลักของศาสนาอิสลาม แต่พี่น้องไทยพุทธก็สามารถรับประทานอาหารนี้ได้ อีกทั้งยังมีคนที่ปรุงอาหารฮาลาลได้ด้วย รวมถึงมีวันสำคัญ และวัฒนธรรมหลายอย่างที่ทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิมมาร่วมกันทำ


      “ส่วนที่ไทยพุทธและมุสลิมทำร่วมกันได้ก็อย่างเช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันสำคัญต่างๆ ของชาติก็จะร่วมกันทำกิจกรรมได้ แต่ถ้าละหมาดขอพรให้ในหลวงก็ต้องไปละหมาดที่มัสยิด คือการเป็นอยู่อย่างนี้ถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกัน เพราะฉะนั้นร้านอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ สามารถไปใช้จ่ายร่วมกันได้เพราะอยู่อย่างพี่อย่างน้องจริงๆ พหุวัฒนธรรม วันก่อนมีโอกาสต้อนรับคณะทูตโอไอซี วันก่อนมา 8 ประเทศ หัวหน้าคณะมาจากตุรกี เมื่อเขามาดูสังคมเราตอนแรกเขาก็คิดว่าบ้านเมืองตรงนี้มีความขัดแย้งเกิดขึ้น นึกว่าเกิดขึ้นจากศาสนาเรื่องความขัดแย้งระหว่างพุทธและอิสลามมาฆ่ากัน พอฟังจากเราบรรยายให้ฟัง มีภาพประกอบแล้ว แล้วก็นำเขาไปที่จริงๆ คือชุมชนที่เป็นพหุวัฒนธรรม เป็นชุมชนที่เป็นพื้นที่ตัวอย่างหลายๆ แห่งในขณะนี้ เช่นที่บ้านทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี พี่น้องพุทธ พระ และโต๊ะอิหม่ามอยู่ด้วยกัน งานพุทธจัดงานในวัดพี่น้องมุสลิมก็มาร่วมงาน พี่น้องุสลิมจัดงานที่มัสยิด ไทยพุทธก็ไปร่วมงาน อาหารการกินมุสลิมก็เป็นคนประกอบอาหารเป็นหลัก เขาก็อยู่กันแบบแลกเปลี่ยนกันอย่างนี้ วันนี้ทุเรียนจากบ้านนี้เยอะก็เอาไปให้พี่น้องมุสลิม มุสลิมไม่มีทุเรียนแต่มีมะพร้าวก็เอาให้ไทยพุทธก็แลกเปลี่ยนกัน เราได้พาทูตโอไอซีไปเยี่ยมเขาก็ทึ่งมาก และสิ่งสำคัญที่ทึ่งมากไปอีกเมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมา เป็นวันที่ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่จังหวัดปัตตานี จัดกิจกรรมทุกปีมีการจัดงานปิดถนน 7 วัน ปรากฏว่าจังหวะนั้นทูตโอไอซีมาพอดี เราก็พาเขาไปเที่ยวในงานนี้ ถนนปิดทั้ง 3 สาย ถ้าเรามองด้านบนถนนสายนี้จะพบโคมไฟสีแดงเต็มไปหมดทั้งสาย พอมองข้างล่างริมฟุตปาธร้านค้าขายของ 95 เปอร์เซ็นต์ คือ พี่น้องมุสลิม มาขายของในงานวันเทศกาลสำคัญของคนจีน พี่น้องไทยพุทธและไทยจีนก็มาร่วมกันขายอาหารกัน นี่คือสิ่งที่บอกให้เห็นว่า เมื่อสักครู่ยกเรื่องทรายขาวนั่นในหมู่บ้าน แต่เมื่อสักครู่ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีก็เป็นแบบนี้ เขาก็มาเห็นแล้วว่าสังคมที่มีไทยจีน ไทยพุทธ และไทยมุสลิม เขาอยู่กันแบบนี้ นั่นคือสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างแท้จริง”


      ทั้งนี้ ศอ.บต. ยังได้วางหลักของการสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้ จากวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ ซึ่งมีอยู่ 4 วิธีซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน โดยทางแรกจะให้ผลลัพธ์ที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะและอีกฝ่ายเป็นผู้แพ้(I win you lose) ทางที่สองเป็นการประณีประนอมกันทั้ง 2 ฝ่าย(I lose you win) ทางที่สามคือเจรจาตกลงกันเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ร่วมกันจนเป็นที่ถูกใจทั้ง 2 ฝ่าย(win win) และทางสุดท้ายคือการร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหา(collaboration) ซึ่งแนวทางสุดท้ายนี้เป็นหนทางที่จะนำพาไปสู่สังคมสันติสุข