วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2563

ความสวยงามของหินงอกหินย้อย ภายในถ้ำมืด “เขายะลา”

         ความคืบหน้า กรณี เขายะลาซึ่งถูกกรมศิลปากร ออกประกาศ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 ลดขนาดพื้นที่เขายะลา จำนวน 190 ไร่ จาก 887 ไร่ เหลือเพียง 697 ไร่ ซึ่งพื้นที่เขายะลา ได้ถูกขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร เป็นเขตโบราณสถาน เมื่อปี พ.ศ.2544 หลังมีการตรวจพบภาพเขียนสีโบราณ และขวานโบราณ อายุหลายพันปี



         โดยนายโกมุท มอหาหมัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลยะลา ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ขึ้นไปสำรวจถ้ำมืด ซึ่งอยู่ใกล้แนวเขตที่ถูกกำหนดให้ลดพื้นที่โบราณสถาน เพื่อสำรวจ และถ่ายภาพเก็บไว้ ก่อนที่จะได้รับความเสียหาย หากมีการประกอบอุตสาหกรรมหิน



          ซึ่งทีมเจ้าหน้าที่ ที่เดินทางไปสำรวจ ใช้ระยะเวลาในการเดินเท้าไปและกลับออกมาเป็นเวลาเกือบ 6 ชั่วโมง เนื่องจากเส้นทางเดินยากลำบาก และมีความสูงชัน แต่ภาพที่ทางทีมเจ้าหน้าที่ได้ถ่ายบันทึกมา ก็ทำให้เห็นความสวยงามของหินงอก หินย้อย ที่อยู่ภายในถ้ำ โดยลักษณะของถ้ำนั้น ทอดยาวลึกเข้าไปเป็นระยะทางเกือบ 1 กิโลเมตร หรือมากกว่านั้น



           ทั้งนี้ จากการสอบถามทางเจ้าหน้าที่ ที่เดินทางขึ้นไปสำรวจ ก็ทราบว่า ทาง อบต.ยะลา เองนั้น ขณะนี้ มีความต้องการ ให้มีเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องด้านการสำรวจพื้นที่ หรือมีความชำนาญด้านโบราณคดี เข้ามาตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด แม้ที่ผ่านมาจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร ได้เข้ามาสำรวจภาพเขียนสีโบราณไปแล้ว แต่ด้วยสภาพพื้นที่ และจากการวิเคราะห์พื้นที่ในเบื้องต้นนั้น มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะมีภาพเขียนสีโบราณ หรือหลักฐานสำคัญด้านโบราณวัตถุที่สำคัญบางอย่าง หลงเหลือ หรือหลบซ่อนอยู่บ้าง เพราะที่ผ่านมา ยังไม่มีการตั้งทีมสำรวจเป็นขั้นเป็นตอนอย่างละเอียด ซึ่งหากมีการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ ที่มีความชำนาญเข้าสำรวจแล้ว อาจจะพบหลักฐานทางโบราณคดีเพิ่มเติมก็เป็นได้ ก่อนที่เขายะลาบางส่วน จะถูกทำลายเพราะการประกอบอุตสาหกรรมหิน ตามประกาศของกรมศิลปากร/.

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563

มหกรรมแข่งขันนกเขาชวาอาเซียนชายแดนใต้ ที่ยะลา

         มหกรรมแข่งขันนกเขาชวาอาเซียน ที่จังหวัดยะลา ซึ่งในปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 35 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่​ 7 - 8 มีนาคม 63​ ที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มผู้นิยมเลี้ยงนกเขาชวาเสียง ผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงนกเขาจากหลากหลายพื้นที่ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย นำนกเขามาเข้าแข่งขัน ซึ่งประเทศเพื่อบ้านเหล่านี้จะมีวิถีชีวิต วัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เพราะได้มีการแลกเปลี่ยน สนับสนุนเกื้อกูลกันในเรื่องต่าง ๆ มาตลอด ที่สำคัญคือ มีความชื่นชอบและนิยมเลี้ยงนกเขาชวาเสียงเหมือนกัน จึงเกิดเป็นความสัมพันธ์ทางสังคม เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ เผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น ส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงนกเขาชวาของประชาชนในพื้นที่



          สำหรับมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน เป็นกิจกรรมที่สร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจเกี่ยวกับนก​ ตั้งแต่การทำฟาร์มนกและการเพาะเลี้ยงนก กลุ่มนี้จะขายลูกนกทั้งในประเทศ และต่างประเทศ กลุ่มอาชีพทำกรงนก ผ้าคลุมกรงนก อาหาร ยารักษาโรคนก ร้านน้ำชา ธุรกิจโรงแรม ขนส่ง ร้านอาหาร OTOP ของที่ระลึก มองในภาพรวมแล้วเป็นกิจกรรมที่ส่งผลให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน ก่อให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการจัดมหากรรมแข่งขันนกเขาชวาอาเซียน จะจัดขึ้นทุก ปี และมีนกที่เข้าร่วมการแข่งขันไม่ต่ำกว่า 2,000 นก และยังมีการแข่งขันนกรงหัวจุก ในประเภทการแข่งขัน 4 ยก 10 ดอก รวม (VIP) ประเภท 4 ยก 9 ดอกรวม (ดาวรุ่ง) ที่สนามดาวรุ่ง และสนามหลัก สวนขวัญเมืองจังหวัดยะลา ถือเป็นการจัดการแข่งขันนกเขาชวา หรือชวาวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดยะลา ในการเผยแพร่ไปยังทั่วอาเซียน




วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563

"แมสแฟชั่น ผ้าพื้นถิ่น" วิสาหกิจชุมชน จ.ยะลา

         กลุ่มวิสาหกิจชุมชน "เก๋ บาติก" อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ได้เร่งผลิต "แมสผ้า" สำหรับใช้สวมใส่ เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หลังมีผู้สั่งซื้อ ทั้งส่วนราชการ ร้านค้า เข้ามาที่กลุ่ม อย่างต่อเนื่อง



          การผลิตแมสผ้า ก็จะมีทั้งแบบธรรมดาทั่วไป ใช้ผ้าสารู จำนวน 3 ชั้น ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งการผลิตแมสผ้า แบบมีสันจมูกปิดมิดชิด เพื่อป้องกันการไอและจาม ซึ่งได้นำผ้าบาติก ผ้าพื้นถิ่นของจังหวัดยะลา มาประยุกต์ใช้ มีลวดลายที่สวยงามตามอัตลักษณ์ ภูมิปัญญาของพื้นที่ มีทั้งขนาด S , M และ L โดยแมสธรรมดาจำหน่ายในราคา 15-20 บาท ตามไซส์ ส่วนแมสบาติก จำหน่ายในราคาส่งชิ้นละ 50 บาท ขายปลีก 75 บาท ขณะที่ ในปัจจุบันประชาชนหันมาสนใจสั่งซื้อแมสผ้าบาติกแฟชั่น กันจำนวนมาก



          คุณดาริน ดวงเต็ม ประธานกลุ่ม "เก๋ บาติก" บอกว่า ในช่วงแรกทางกลุ่มฯ เป็นกลุ่มอาชีพตัดเย็บของเทศบาลนครยะลา และทำผ้าบาติก ต่อมาทางเทศบาลฯ ได้ส่งไปเรียนรู้วิธีการผลิตเพิ่มเติม ก็มีความชำนาญในการผลิต การวางไลน์มากขึ้น ที่ผ่านมา ก็ได้ผลิตแมสผ้าให้กับทางเทศบาลมาแล้ว 10,000 ชิ้น ในยุคที่สมัยเปลี่ยนไป ก็ต้องมาปรับแบบการผลิตแมสผ้า แต่เนื่องจากทางกลุ่มได้มีพื้นฐานมาแล้ว ทำให้สามารถผลิตแมสได้เร็วขึ้น
  


          โดยตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ หลังมีข่าวการระบาดของ COVID-19 เข้ามา ทางกลุ่มฯ ก็ได้มาพูดคุยกันและเริ่มผลิต ซึ่งได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าแมสต้องขาดแคลนแน่นอน ปกติที่ตัดเย็บเสื้อผ้า ทำผ้าบาติกอยู่ ก็หันมาปรับเปลี่ยนเป็นผลิตแมสแทน เป็นหลัก ควบคู่กับการผลิตผ้าบาติก ตอนแรกก็คิดว่าจะทำแจกประชาชนด้วย จำนวน 1,000-2,000 ชิ้น แต่ช่วงนี้กลายเป็นผู้ที่ต้องการมากกว่า สั่งซื้อ สั่งทำ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยราชการ หน่วยงาน ร้านค้า ทำให้ไม่มีเวลาทำแจก แต่หลังจากนี้ คิดว่าพอมีเงินทุนให้กับกลุ่ม ก็จะทำแมสผ้า เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนด้วย



          นอกจากการทำแมสผ้า แบบธรรมดา 3 ชั้นทั่วไปแล้ว ทางกลุ่มก็ต้องการใช้ผ้าพื้นถิ่น ทำเป็นแมสผ้า เพื่อโปรโมทผ้าพื้นถิ่นของจังหวัดยะลา ไปในตัวด้วย เพราะผู้สั่งซื้อก็จะมาจากหลายพื้นที่ทั้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รู้จักผ้าบาติก ยะลา มากยิ่งขึ้น ซึ่งตอนนี้แบบธรรมดามีคนสั่งทำน้อยมาก จะรับแบบแฟชั่นเป็นส่วนใหญ่



          สำหรับระบบของการป้องกันนั้น แมสผ้าจะใช้ผ้าสารู 3 ชั้น ตามมาตรฐานของสาธารณสุข ทุกขั้นตอน ผ้าพื้นถิ่นเป็นใยธรรมชาติ ความกรอง ความละเอียดของเส้นด้าย ก็สามารถกรองได้แน่นอน ตั้งแต่เริ่มผลิตมาจนถึงขณะนี้ ผลิตจำหน่ายไปแล้ว กว่า 3,000 ชิ้น ในแต่ละวันก็จะผลิตได้ประมาณ 150 ชิ้น ช่วงนี้อยู่ระหว่างการเร่งผลิต มีลูกค้ามาสั่งทำเรื่อย ๆ ซึ่งนอกจากจะมีสมาชิก จำนวน 5 คน ทำกันที่กลุ่ม แบ่งขั้นตอนการผลิตให้กับสมาชิก ทั้งการตัดจากผ้าผืน ซับกับผ้าสาลู ขึ้นแบบ ตัดแบบ เย็บ ใส่สายยางยืดแล้ว ก็ส่งกระจายไปให้กับสมาชิก ซึ่งอยู่ที่บ้านทำด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563

"ตือปง ซัมบูซะ" ขนมพื้นเมืองสุดยอดของอร่อยปลายด้ามขวาน

         วัฒนธรรมด้านอาหาร คือเอกลักษณ์หนึ่งที่สะท้อนตัวตนของพี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเห็นได้ชัดเจนว่ามีของดีมากมายที่ได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง แต่ไม่สามารถหารับประทานได้ที่ไหนหากไม่เดินทางมาที่ดินแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้ ขนมซัมบูซะหรือ ซัมปูซ๊ะคืออีกหนึ่งของอร่อยที่หากใครได้ชิมเป็นต้องยกนิ้วให้ เพราะนอกจากจะเป็นขนมพื้นเมืองชนิดหนึ่งของชาวมุสลิมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้แล้ว ยังหากินได้ยากอีกด้วย เพราะนับวันคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าใจกรรมวิธีการปรุงความอร่อยให้เมนูชนิดนี้ได้แทบจะไม่เหลือแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการสืบทอดมรดกความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่น การรับประทานขนมซัมบูซะมักจะทานเป็นของว่าง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะนิยมกินคู่กับน้ำชา กาแฟ ทั้งนี้ปัจจุบันมีจำหน่ายในตลาดเล็กๆ รอบนอก และอาจจะมีบ้างในตัวเมืองโดยเฉพาะเทศกาลถือศีลอด ดังนั้นจึงพูดง่ายๆ ว่าขนมชนิดนี้หากินได้ยากนั้นเอง



           คุณรอสิดะ กอเล็ง เจ้าของทำตือปงซัมปูซะ สูตรโบราณ  ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวภาคใต้ชายแดนว่า ตือปงซัมปูซะ หรือเรียกว่า ขนมซัมบูซะ เป็นขนมพื้นเมืองชนิดหนึ่งของชาวมุสลิมที่ได้รับการสืบทอดมา 3 รุ่นแล้ว และได้มีการกระจายสูตรขนมโบราณดังกล่าวนี้ให้กับลูกๆ และญาติพี่น้องด้วย ส่วนหน้าตาขนมซัมบูซะคล้ายๆเปาะเปี๊ยะทอด หรือกะหรี่ปั๊บ แต่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดพอดีคำโดยมีวิธีการทำขนมซัมบูซะ ส่วนประกอบที่เป็นตัวแป้ง  ประกอบด้วย น้ำ 1 ลิตร, เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมันครึ่งลิตร, แป้งสาลี 3 กิโลกรัม, ส่วนวิธีการผสมนั้น จะนำส่วนประกอบทั้งหมดนวดให้เข้ากัน นำมาปั้นขึ้นรูปแล้วก็ทาเนย ทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ในส่วนวิธีการทำไส้ขนมซัมบูซะนั้น ประกอบด้วย 1.พริกแห้ง 2.ปลาทู 3.เกลือ 4.น้ำตาลทราย 5.พริกไทยดำ 6.หัวหอม 7.กระเทียม 8.น้ำเปล่า 9.ยี่หร่า 10.กะหล่ำปลี ส่วนวิธีการปรุงไส้ขนม สามารถทำได้ดังนี้ 1.นำพริกแห้ง พริกไทยดำใส่เกลือเล็กน้อยนำมาโขลกให้เข้ากัน แล้วใส่หัวหอม กระเทียมโขลกให้เข้ากันจนละเอียดแล้วใสยี่หร่าลงไปโขลกจนได้ที่, 2.นำเครื่องที่โขลกจนได้ที่แล้วนั้นมาใส่กระทะเพื่อเตรียมผัดไส้ เคล็ดลับในการผัดไส้นั้นจะไม่ใช้น้ำมันในการผัดไส้ จะผัดเครื่องที่เตรียมไว้ก่อน หลังจากนั้นนำเนื้อปลาที่ได้เตรียมไว้มาใสลงในเครื่องที่กำลังผัด และปรุงรสชาติด้วยน้ำตาล เกลือ ให้ได้รสชาติตามต้องการ แล้วผัดต่อไปจนแห้ง, และ 3.ส่วนกะหล่ำปลีนำมาหั่นเป็นฝอยๆ เพื่อสะดวกเวลาหยิบใส่รวมกับไส้ที่ผัดทิ้งไว้



          คุณรอสิดะ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า ก่อนที่จะนำไปทอดนั้น ต้องรอให้น้ำมันเดือนก่อน แล้วนำซัมบูซะที่ได้ทำเสร็จแล้วใส่ลงในกระทะ เมื่อสุกจะมีสีเหลืองทอง กลิ่นหอมกรุ่น เวลานำมารับประทานก็จะกินคู่กับน้ำจิ้มรสเด็ด ความอร่อยของขนมซัมบูซะจะอยู่ที่ความกรอบของแป้งที่ผ่านการทอดจนเหลืองทอง โดยจะส่งกลิ่นห้องฟุ้งไปทั่วกระทะ นอกจากนี้ในส่วนของไส้สามารถดัดแปลงได้หลากหลาย เช่น ไส้เนื้อ ไส้ปลา จะเป็นปลาทู ปลากระพง หรือปลาน้ำจืดก็ได้แล้วแต่จะชอบซัมบูซะขายในราคา ชิ้นละ 5 บาท เท่านั้น สำหรับขนมซัมบูซะ ปัจจุบันนับวันจะหาคนมารับช่วงต่อความอร่อยได้น้อยลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่หากยึดเป็นอาชีพก็เป็นสินค้าขายดี เฉกเช่นวันนี้ที่มีรายได้จากการขายเฉลี่ยวันละพันบาท ซึ่งหากเป็นช่วงเทศกาลสำคัญๆ ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่านี้ และสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นอย่างดีงามเลยทีเดียว



          หากใครอยากรู้ว่าขนมซัมบูซะ อร่อยล้ำแค่ไหน สามารถเลือกซื้อเลือกทานกันได้ หรืออยากเห็นกรรมวิธีการทำสามารถไปได้ที่บ้าน คุณรอสิดะ กอเล็ง  เจ้าของทำตือปงซัมปูซะ สูตรโบราณตั้งอยู่บ้านเลขที่ 24 ซ.วิฑูรอุทิศ 26 ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา หรือสอบถามได้ที่โทรศัพท์ 08-1609-8661 ขนมพื้นเมืองความอร่อยคู่ชายแดนใต้ต้องได้ลอง




วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563

"มาแลนะ" ถนนสายวัฒนธรรมท้องถิ่นเมืองชายแดนที่สุไหงโก-ลก

         "มาแลนะ" ถนนสายวัฒนธรรม กิจกรรมที่จัดโดยเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เป็นปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้าชุมชนภายใต้แนวคิดสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความงดงามตามวิถีชุมชน คำว่า "มาแลนะ" สื่อความหมายใน 2 นัยยะ คือ การผสมผสานภาษาไทยและภาษายาวีเข้าด้วยกัน โดย "มา" ในภาษาไทย และคำว่า "แลนะ" ในภาษายาวี ที่แปลว่า ตลาดนัด เมื่อมารวมกันจึงหมายถึง "มาตลาดนัด" และอีกนัยหนึ่ง คำว่า "มาแลนะ" ภาษาใต้แปลว่า "ดู" หมายถึง "เชิญชวนให้มาดูงาน"



          กิจกรรมนี้เน้นจุดขายที่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยเฉพาะด้านอาหารท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นจุดเด่นของเมืองสุไหงโก-ลก ภายในงานมีการแสดงดนตรี การละเล่น หนังกลางแปลง การจำหน่ายสินค้าแฮนด์เมด อาหารพื้นบ้านและสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมการใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่ผลิตจากธรรมชาติเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมตามนโยบายนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส วาระ นรา...สะอาด ซึ่งช่วยส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชนและเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ภายใต้บรรยากาศที่ร่มรื่น และการจัดบูธสินค้าที่เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นเมืองสุไหงโก-ลกที่ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรมมาอยู่กันที่นี่ด้วยความปรองดองสมานฉันท์



           สำหรับผู้ที่สนใจมาเที่ยวชมงานนี้ไม่ทันในสัปดาห์แรกก็อย่าเพิ่งเสียใจเพราะมีกำหนดจัดขึ้นเป็นระยะเวลา 7 เดือน ทุกวันอังคารและพุธสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน และจะเว้นช่วงหน้าฝนและเดือนรอมฎอน แล้วจะเริ่มจัดอีกครั้งในเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2563



          นางสุชาดา พันธ์นรา นายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก ย้ำ ต้องการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นไปพร้อมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ซึ่งกลุ่มผู้ที่มาออกร้านจำหน่ายสินค้าเป็นคนในพื้นที่ทั้งหมด รายได้จะได้หมุนเวียนในพื้นที่..หากมีโอกาสก็อยากเชิญชวนมาเดินเที่ยวชมการออกร้านและกิจกรรมต่างๆภายในงานและถ่ายภาพเช็คอินในงาน "มาแลนะ"ถนนสายวัฒนธรรมที่อำเภอสุไหงโก-ลก บริเวณสวนสาธารณเฉลิมพระเกียรติฯ หน้าด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส



วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563

หน้ากากอนามัยทำจากผ้า @เบตง​

         นางมธุรส ดีเสมอ ประธานกลุ่มแม่บ้านบ้านวังใหม่ ได้จัดสอนวิธีการตัดเย็บหน้ากากอนามัยที่ทำจากผ้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน​ ป้องกันโรคไวรัสโคโรน่า "COVID-19" และไข้หวัดใหญ่ ให้กับสมาชิกของกลุ่มแม่บ้านบ้านวังใหม่ อ.เบตง จ.ยะลา เพื่อลดปัญหาหน้ากากอนามัยขาดตลาด มีราคาสูง และยังสามารถซักทำความสะอาด นำมาใช้ซ้ำ ลดการเกิดขยะ จากการใช้หน้ากากอนามัยแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง แถมยังประหยัดค่าใช้จ่าย โดยวัสดุอุปกรณ์ในการทำไม่ยุ่งยาก มีจักรเย็บผ้า เศษผ้านิ่มหลากสีสัน ยางยืด เข็ม ด้าย และใยสังเคราะห์ เป็นต้น



         นางมธุรส ดีเสมอ ประธานกลุ่มแม่บ้านบ้านวังใหม่ เล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่หลายคนเกาะติด และกังวลกับสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่​ "COVID-19" ตามมาตรการป้องกันที่กระทรวงสาธารณสุข คือ หลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่แออัด เลี่ยงสัมผัสผู้ป่วย ล้างมือบ่อย ๆ และสวมหน้ากากอนามัย แต่เมื่อทุกคนหันมาสวมใส่ ทำให้หน้ากากอนามัยตามร้านขายยา ในพื้นที่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา มีไม่เพียงพอ เนื่องจากเป็นที่ต้องการของประชาชน และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นจำนวนมาก จึงได้จัดกิจกรรมสอนทำหน้ากากอนามัยที่ทำจากผ้าให้กับสมาชิกของกลุ่ม เพราะหน้ากากอนามัยแบบผ้ามีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรคได้เช่นเดียวกัน และสามารถซักทำความสะอาด นำมาใช้ซ้ำ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการขยะ และมลพิษจากการกำจัดหน้ากากอนามัยดังกล่าว และเตรียมแจกฟรีให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ทั้งเด็ก และผู้สูงอายุ ต่อไป




          ประธานกลุ่มแม่บ้านบ้านวังใหม่ กล่าวต่อว่า สำหรับหน้ากากอนามัยที่ทำจากผ้าในครั้งนี้ ได้ออกแบบมา 3 แบบด้วยกัน 1.แบบผ้าทั่วไป 2.แบบครอบจมูกพร้อมสายรัด และ 3.แบบ 2 ชั้น ผสมใยสังเคราะห์ ส่วนวิธีการตัดเย็บไม่ยาก สามารถใช้จักรเย็บผ้า หรือเย็บด้วยมือ โดยใช้ผ้าฝ้าย เนื่องจากมีคุณสมบัติในการซับน้ำ และระบายความร้อนได้ดี ซึ่งช่วยป้องกันได้ทั้งไวรัสโคโรน่า อีกทั้ง เมื่อตัดเย็บร่วมกับแผ่นกรองหน้ากากอนามัย ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ได้ด้วย และช่วยลดปัญหาหน้ากากอนามัยขาดตลาด และราคาสูง

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563

กลุ่มผลิตภัณฑ์กระจูดบ้านทอนอามาน

         กลุ่มผลิตภัณฑ์กระจูดบ้านทอนอามาน เป็น 1 ใน 8 ผลิตภัณฑ์ OTOP พรีเมียม ชายแดนใต้ ที่นำไปจัดแสดงโชว์ช่วงการประชุม ครม.สัญจร ดังกล่าว ทำให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก มีออเดอร์สั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง "...วันที่เจอท่านนายก หลายช่องถ่ายรูปได้ออกสื่อ ทาง NBT จังหวัดยะลา ก็ถ่ายทอด พอเสร็จมีโทรศัพท์เข้ามา สนใจกระเป๋านะ ราคาแพงไม๊ มีติดต่อมาซื้อใบ สองใบ หลายเจ้าเหมือนกัน มีออเดอร์เข้ามาประปราย ที่ออเดอร์เยอะก็มีแต่ขอหยุดก่อน เพราะจะทำออเดอร์ส่งเข้าประเทศญี่ปุ่นก่อน..."



          ส่วนเรื่องการนำผ้าซับน้ำมาประกอบในการทำกระเป๋า ตามที่นายกรัฐมนตรีแนะนำ ทางสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนราธิวาส จะเป็นผู้ดำเนินการเข้ามาแนะนำส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายหลัก 12 ด้านของรัฐบาล ด้านที่ 5 การพัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก รัฐบาลให้ความสำคัญกับชุมชนในการนำความรู้และทรัพยากรในพื้นที่มาผลิตเป็นสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถสร้างรายได้ กระจายรายได้สู่ชุมชน สนับสนุนสินค้าชุมชน และยกระดับวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง



        โดยพืชกระจูดพบมากทางภาคใต้และภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช นราธิวาส ระยอง กระจูดสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย โดยนิยมนำเส้นกระจูดมาตากให้แห้งเพื่อใช้จักสานเป็นเสื่อและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆเมื่อก่อนคนไม่รู้จักกระจูด ประโยชน์ ความทนทานกี่ปี แต่เมื่อหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาช่วยเหลือ ประชาสัมพันธ์ไปตามกรุงเทพ จังหวัดอื่น รวมถึงในโลกโซเซียล ทำให้ผลิตภัณฑ์กระจูดมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมของคนทั่วไปอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน "...อยากขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาก ที่ให้ความสำคัญและทำให้ผลิตภัณฑ์กระจูดโด่งดัง ชาวต่างชาติได้รู้จัก ดีใจมากที่นายกรัฐมนตรี มองเห็นแม่บ้านในระดับรากหญ้าให้มีงานทำ มีชีวิตที่ดีขึ้น..."



           นางพัชรินทร์ บินเจ๊ะมิง กล่าวด้วยว่า ทางกลุ่มพร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงาน อีกทั้ง ได้แนะนำวิธีการดูแลรักษาผลิตภัณฑ์กระจูด ถ้าเป็นเสื่อมีอายุใช้งานราว 10 ปี แต่ก็อยู่ที่ผู้ใช้ด้วย ทำความสะอาดโดยการล้าง-ฉีด น้ำได้ วางผึ่งแดดไม่หักไม่กรอบ ไม่มีปัญหาเรื่องมอด แมลง และทางกลุ่มรับประกันสีไม่ตก ถ้าเป็นกระบุง สามารถพับได้ ส่วนกระเป๋ารับน้ำหนักได้ 2-3 กิโลกรัม วิธีทำความสะอาดเหมือนกัน




          พร้อมเชิญชวนอุดหนุนผลิตภัณฑ์ เพราะเซเว่นและห้างงดแจกถุงพลาสติก สามารถนำกระเป๋ากระจูดไปใช้แทนได้ สำหรับผู้สนใจไปศึกษาเรียนรู้หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์กระจูดกลุ่มบ้านทอนอามาน ติดต่อไปที่โทรศัพท์หมายเลข 08-6289-6671