วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

“ส้มแขกแปรรูป” ของดี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ส้มแขกใช้สำหรับปรุงอาหารจำพวกแกงส้ม หรือแกงเหลือง ต้มส้มปลา แต่หลังจากที่มีผลงานวิจัยพบว่า ส้มแขกมีสรรพคุณทางสมุนไพรหลายอย่าง โดยเฉพาะช่วยลดความอ้วน ทำให้มีการนำส้มแขกมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด อย่างที่กลุ่มแม่บ้านกาแป๊ะกอตอนอก ได้นำส้มแขกมาแปรรูปเป็นส้มแขกแช่อิ่ม น้ำส้มแขก และส้มแขกกวน ซึ่งสภาพของหมู่บ้านกาแป๊ะกอตอนอก มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และอาชีพส่วนใหญ่ของคนในชุมชนจะประกอบอาชีพเกษตร ส่งผลให้มีผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นยางพาราและผลไม้ ซึ่งคนในชุมชนมักจะปลูกส้มแขก แซมในสวนผลไม้และมีการปลูกส้มแขกแทบทุกบ้านด้วย



ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากส้มแขกนั้น จะมีเอกลักษณ์โดดเด่น สินค้าที่แปรรูปมาจากส้มแขกในพื้นที่ชุมชนมีความสดใหม่ เนื่องจากสินค้าแต่ละประเภทไม่เน้นผลิตในปริมาณมาก เพราะต้องการจำหน่ายให้หมด และมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้บริโภคหรือลูกค้าจะได้ลิ้มรสของอร่อยที่ผลิตใหม่อยู่ตลอดเวลา



ส้มแขกของกลุ่มแม่บ้านกาแป๊ะกอตอนอก นับว่าเป็นผลผลิตที่น่าสนใจ นอกจากจะให้สมาชิกในกลุ่มมีรายได้เสริมจากการทำสวนยางพาราแล้ว ผู้บริโภคก็ยังได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพ เนื่องจากส้มแขกมีสรรพคุณหลายอย่าง หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่กลุ่มแม่บ้านกาแป๊ะกอตอนอก โทร.091-7974055


--------------------------------------

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

โรงเรียนต้นแบบสืบสานงานหัตถกรรมย่านลิเภา สนองแนวพระราชดำริ



ย่านลิเภาเป็นพืชตระกูลเฟิร์นหรือเถาวัลย์ชนิดหนึ่ง ภาษาทางภาคใต้เรียกเถาวัลย์ว่าย่าน ขณะที่ชาวพื้นเมืองนราธิวาสเรียกว่าลิบู เป็นภาษามลายูแปลว่าตีนจิ้กจง จากลักษณะใบของย่านลิเภาที่หยัก ๆ คล้ายตีนจิ้งจก มีคุณสมบัติที่ดี คือ ลำต้นเหนียว ชาวบ้านจึงนำมาจักสานเป็นภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ หัตถกรรมย่านลิเภามีแพร่หลายแทบทุกจังหวัดในภาคใต้ รวมถึงจังหวัดนราธิวาส โดยว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ นายอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ทรงทราบว่าย่านลิเภาเป็นเถาวัลย์ที่หาได้ง่ายและขึ้นอยู่ทั่วไปในพื้นที่ภาคใต้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการอนุรักษ์และพัฒนางานจักสานย่านลิเภาให้เป็นอาชีพเสริมแก่ราษฎรในเขตภาคใต้

 

ด้านนางนลิณี สาและ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านคลอแระ อำเภอบาเจาะ กล่าวว่า อย่างในพื้นที่ตำบลบาเระใต้ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นสมาชิกในโครงการศิลปาชีพ ประกอบกับย่านลิเภามีอยู่มากในพื้นที่ หาได้ทั่วไป ทางโรงเรียนบ้านคลอแระ จึงมีแนวคิดดำเนินโครงงานอาชีพหัตถกรรมการจักสานย่านลิเภา โดยนำครูศิลปาชีพมาเป็นวิทยากรสอนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 เรียนทุกวันศุกร์ ครั้งละ 2 ชั่วโมง โครงงานจักสานย่านลิเภา เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เมื่อได้สอนนักเรียนผลที่ได้ทำให้นักเรียนมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพราะต้องใช้ความคิดในการออกแบบลวดลาย แต่ละคนจะมีลวดลายไม่เหมือนกัน ที่สำคัญเป็นการสืบสานงานตามแนวพระราชดำริ อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป...

 

ว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ นายอำเภอบาเจาะ กล่าวเสริมว่า การจัดการเรียนการสอนยังสามารถสอดแทรกองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ประสบการณ์จากการเฝ้าฯ รับเสด็จ จากพ่อแม่ผู้ปกครองที่เป็นสมาชิกในโครงการศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นการปลูกจิตสำนึกเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้กับเด็ก เยาวชน ด้วยเรื่องใกล้ตัว สำหรับที่บ้านคลอแระ ยังเป็นที่ตั้งของศาลาทรงงาน ซึ่งสมเด็จฯ จะเสด็จทรงงานทุกปี ชาวบ้านได้เข้าเฝ้าฯ ใกล้ชิด นำผลิตภัณฑ์ถวาย ส่วนใครเจ็บป่วยก็ได้พบหมอหลวง และบ้านคลอแระ ยังมีครูสอนลิเภาและสมาชิกมากที่สุดของจังหวัดนราธิวาสด้วย

 

“...โรงเรียนบ้านคลอแระ จัดการเรียนการสอนหัตถกรรมย่านลิเภามากว่า 10 ปีแล้ว และได้ขยายผลไปยัง 4 โรงเรียน ในปัจจุบันทางอำเภอบาเจาะได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดหาวัตถุดิบอุปกรณ์ และค่าวิทยากร ทั้ง 5 โรงเรียน สิ่งที่พัฒนาต่อไปเป็นเรื่องของการออกแบบที่จะให้ลวดลายหรือเส้นลิเภาไปปรากฎอยู่บนวัตถุสิ่งของอื่น ๆ ได้บ้าง ที่สามารถจะจำหน่ายเป็นของที่ระลึก ไม่จำเป็นว่าสิ่งของนั้นต้องทำด้วยลิเภา 100%...นอกจากนี้เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ได้จัดทำแปลงอนุรักษ์ย่านลิเภาบนพื้นที่สาธารณะบ้านคลอแระ จำนวน 30 ไร่ ซึ่งเป็นแห่งเดียวของจังหวัดนราธิวาส ส่วนในปี 2564 ทางอำเภอบาเจาะ ได้รับงบประมาณจากจังหวัดนราธิวาส เพื่อจัดทำแปลงอนุรักษ์ย่านลิเภาในพื้นที่พรุสาธารณะ ประมาณ 20 ไร่ เพื่อให้มีวัตถุดิบทั้งในเรื่องการเรียนการสอน และให้กับชาวบ้านที่เป็นสมาชิกในโครงการศิลปาชีพผลิตภัณฑ์ของนักเรียน มีกำไล จานรองแก้ว พวงกุญแจ เข็มกลัด ของตกแต่ง ได้นำไปจัดแสดงในงานศิลปหัตกรรมนักเรียน ระดับประเทศ อีกทั้งจำหน่าย และโรงเรียนบ้านคลอแระ ยังเป็นศูนย์เรียนรู้หัตถกรรมการจักสานย่านลิเภา ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและสร้างความมีชื่อเสียงให้เกิดแก่จังหวัดนราธิวาส



-----------------------------

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส พัฒนาอาชีพ สร้างงานสร้างรายได้


การขับเคลื่อนงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีตำบลบาเจาะ จากที่มีหนี้ค้างชำระกองทุนสูงเป็นอันดับที่ 2 ของจังหวัด แต่อาศัยการทำงานแบบครอบครัวสามารถแก้ไขปัญหา ได้รับรางวัลดีเด่น ระดับจังหวัดนราธิวาส ประจำปี 2563 รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญเรื่องการพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้และส่งเสริมศักยภาพสตรีในทุกมิติ จึงได้จัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีขึ้นมา นับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาศักยภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรีมีการจัดสรรเงินให้ 2 ประเภท คือ เงินอุดหนุน และเงินหมุนเวียน คิดอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี ต่อมาในปี 2559 ถ่ายโอนกองทุนฯ ให้กรมการพัฒนาชุมชนเข้ามาดูแล



ในส่วนของจังหวัดนราธิวาส ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานกองทุนฯ ครอบคลุมทั้ง 13 อำเภอ โดยนางยินดี บุญเตชพิทักษ์ พัฒนาการอำเภอบาเจาะ กล่าวว่า อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ได้ขับเคลื่อนกองทุนโดยเริ่มปล่อยให้เงินกู้ให้กับกลุ่มสตรีในปี 2556 จำนวน 49 โครงการ งบประมาณกว่า 9 ล้านบาท อยู่ในตำบลบาเจาะ จำนวน 32 โครงการ นำเงินทุนไปประกอบอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า ค้าขาย แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เป็นต้น แต่เกิดปัญหามีหนี้ค้างชำระสูง ว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ นายอำเภอบาเจาะ สะท้อนความคิดเห็นว่า อำเภอบาเจาะมีจุดเริ่มต้นที่ยากกว่าอำเภออื่น ๆ เพราะมีหนี้ค้างชำระเป็นอันดับที่ 2 ของจังหวัด ซึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาต้องทำงานแบบครอบครัว เน้นการช่วยเหลือ

“...กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ไม่ใช่แค่เม็ดเงินที่มาให้กลุ่มสตรี ต้องให้ความรู้ ให้ข้อมูลโดยคณะอนุกรรมการที่มีความรู้อย่างเรื่องปศุสัตว์ เกษตร ประมง การทำงานเน้นการช่วยเหลือมากกว่าการบังคับชำระหนี้ ที่สำคัญคือการใช้กลไกคณะกรรมการหมู่บ้าน บรรยากาศของสภาพแวดล้อมมีส่วนในการทำให้คนที่กู้ยืมไปแล้ว ต้องทำงานให้สำเร็จ มาชำระเงินได้ เพื่อให้คนอื่นได้ใช้เงินกองทุนต่อไป...การใช้แนวทางดังกล่าว ส่งผลให้คณะทำงานขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีตำบลบาเจาะ ได้รับรางวัลตามโครงการเชิดชูเกียรติคนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีดีเด่นระดับจังหวัดนราธิวาส ประจำปี 2563 นางวิลาวัลย์ ลามะทา หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีตำบล บาเจาะ กล่าวเสริมว่า ปัจจัยของความสำเร็จเกิดจากการทำงานแบบครอบครัวพัฒนาชุมชน เน้นการติดตามอย่างต่อเนื่อง ทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน ต่อยอดความสำเร็จ ทำให้มีการชำระเงินคืน จากหนี้คงค้างเดิมกว่า 6 ล้านบาท คงเหลือประมาณ 3 ล้านบาท ปัจจุบันในพื้นที่ตำบลบาเจาะ มีสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี 12,000 คน 

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเพื่อป้องกันปัญหาการมีหนี้ค้างชำระเกิดขึ้นอีก ต้องมีระบบการกลั่นกรองในระดับตำบล ระดับอำเภอ ตลอดจนมีคณะกรรมการติดตามประเมินผล โดยเชิญคนนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ปราชญ์ชาวบ้าน เข้ามามีส่วนร่วมที่สำคัญอำเภอบาเจาะมีศักยภาพในเรื่องการคมนาคมขนส่ง จะร่วมกับภาคเอกชนอย่างบริษัท ปตท. โดยนำสินค้าของกลุ่มสตรีไปจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันของบริษัท และใช้ทุนทางเศรษฐกิจ มาพัฒนากลุ่มสตรีที่ใช้เงินจากกองทุนฯ ให้เกิดการพัฒนาที่เข้มแข็งต่อไปในอนาคต




--------------------------


วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2565

ลูกหยีกวนยะรัง “ต้นตำรับของความอร่อยที่ชายแดนใต้”

ต้นหยีเป็นเป็นพืชพื้นถิ่นของจังหวัดปัตตานี เป็นไม้ยืนต้นเนื้อแข็งขนาดใหญ่สูงใหญ่คล้ายต้นยางนา มีอายุยืนนับร้อยปีและสามารถเจริญเติบโตได้เองตามธรรมชาติ ในอดีตการปลูกต้นหยีมักปลูกเพื่อแสดงแนวเขตที่ดินหรือที่สวน ของตนเอง หรือนำไม้มาสร้างบ้าน ในอำเภอยะรังมีต้นหยีอายุเกินร้อยปีอยู่เกือบร้อยต้น มีต้นหยีรุ่นลูกรุ่นหลานรวม 3 พันกว่าต้น ซึ่งในจำนวนนี้มีต้นที่ออกผลอยู่พันกว่าต้น ความพิเศษของต้นหยีก็คือ นับจากวันที่เริ่มปลูกจนถึงวันที่ออกผลนั้นต้องใช้เวลายาวนานราว 30 ปี ต้นหยีเกือบทั้งหมดที่ออกผลจึงเป็นรุกขมรดกที่บรรพบุรุษหลายรุ่นปลูกไว้ให้ การเก็บลูกหยีก็ต้องให้ผู้ชำนาญการปีนขึ้นไปถึงยอด แล้วตัดกิ่งที่มีผลลงมา ตัดกิ่งด้านไหน ปีหน้า ด้านนั้นก็จะไม่ออกผลอีก ต้องรอปีถัดไป เพราะต้นหยีจะออกผลตามกิ่งที่มีอายุเท่านั้น

จากบันทึกและเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาพบว่า เรื่องราวของลูกหยีปรากฏ ในเพลงกล่อมเด็กเป็นภาษามลายูท้องถิ่น ดังนี้ “โต๊ะแซยาแลยัยลีมอ ยาแงลูปอเวาะกายี” แปลว่า “ผู้เฒ่า ไปเที่ยวเมืองยะรัง ตอนกลับอย่าลืมลูกหยีนะ” จากบันทึกดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานได้ว่าลูกหยียะรังมีอยู่ใน พื้นที่มาแต่ดั้งเดิม และจากความชำนาญของคนในพื้นที่ในการปีนป่ายเก็บผลลูกหยีสุก ประกอบกับ ภูมิปัญญาของการเก็บรักษาผลลูกหยีและวิธีการแปรรูป พัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ลูกหยียะรังในรูปแบบ ต่างๆ การแปรรูปลูกหยีคุณภาพดีที่สุดในช่วงต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวคือ ลูกหยีเชื่อม จากนั้นก็จะนำมาแปรรูปเป็นน้ำลูกหยี น้ำพริกลูกหยี เยลลี่ลูกหยี สบู่ลูกหยี และสินค้าที่คนคุ้นเคยกันดีอย่าง ลูกหยีกวน และลูกหยีฉาบ ปัจจุบันมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ซอสลูกหยีอีกด้วย

บ้านปูลาตะเยาะฆอ หมู่ที่ 5 ต.ระแว้ง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เป็นที่ตั้งแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเรียกว่า ชุมชนดงต้นหยี แหล่งที่มีต้นหยีมากที่สุดในพื้นที่ อ.ยะรัง และชาวบ้านได้ทำการแปรรูปลูกหยีกันมาหลายชั่วอายุคน และเข้าร่วมโครงการการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนต้นแบบ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เปิดเป็นชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี ที่นี่มีต้นหยียักษ์โบราณอายุถึง 400 ปี ซึ่งน่าจะมีอายุมากที่สุดในประเทศไทย ความสูงก็ไล่เลี่ยกับตึก 10 ชั้น ความลับของความยาวนานของต้นหยีที่นี่นั่นก็คือการส่งต่อให้ลูกหลานสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีการตั้งกลุ่มอนุรักษ์ต้นหยี และกำหนดกฎในการดูแลรักษา โดยการเก็บลูกหยีนั้นที่นี่เขาจะเก็บปีเว้นปี

ทางด้านเศรษฐกิจที่นี่จะมีการทำในรูปแบบต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ บริหารการจัดการควบคุมตั้งแต่จุดเริ่มต้นการผลิตไปสู่การจำหน่าย โดยผลผลิตนั้นจะเก็บได้ในช่วงเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายนเท่านั้น ช่วงนี้ผลผลิตอยู่ในช่วงออกดอก แต่ในปีนี้มีการออกดอกน้อยมากทำให้ผลผลลิตมีจำนวนน้อย อาจจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางด้านการส่งออกและจำหน่ายทั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และต่างประเทศ คือถ้าหากมีผลผลิตจำนวนน้อยเป็นที่ต้องต้องการทางตลาด ราคาก็จะสูงตามไปด้วย





----------------------


วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2565

กปิเยาะห์ และผ้าคลุมผม ...อาชีพบนฐานวัฒนธรรม

กปิเยาะห และ ผ้าคลุมผม เป็นองค์ประกอบสำคัญในวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวมุสลิมที่จำเป็นต่อวิถีชีวิตประจำวัน ซึ่งความต้องการนี้ได้กลายเป็นช่องทางใน การสร้างอาชีพ-สร้างรายได้ ให้กับพี่น้องมุสลิมใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมา โดยปัจจุบันมีการรวมกลุ่มผลิตผ้าคลุมผมสตรี จำนวน ๑๐๙ กลุ่ม สมาชิก ๒,๘๒๖ คน และมีผู้ผลิตหมวกกปิเยาะห์จำนวน ๑๘๘ กลุ่มสมาชิก ๒,๑๖๗ คน โดยมีตลาดรองรับทั้งในและตลาดต่างประเทศ สำหรับตลาดต่างประเทศนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ พบว่ามีการส่งออกกปิเยาะห์สูงถึง ๒๗๕ ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้อีกมาก แต่ชุมชนกลับไม่ได้ประโยชน์จากโอกาสนี้

ตำบลกะมิยอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิต “กปิเยาะห์” แหล่งใหญ่ที่สุดในจังหวัด มีจำนวนผู้ผลิตกปิเยาะห์มากถึง ๗๘ กลุ่ม แต่ด้วยต่างคนต่างผลิต ต่างคนต่างขาย ทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร ส่งผลให้ราคาของกะปิเยาะห์ต่ำลงเรื่อยๆ ทั้งที่ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาเนื่องจากกลุ่มผู้ผลิตขาดเงินทุนหมุนเวียนไม่สามารถกักตุนสินค้าไว้จนถึงฤดูกาลตลาดได้ หรือบางรายที่ใช้วิธีฝากกปิเยาะห์ไปกับกลุ่มผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ แล้วถูกโกงกลายเป็นหนี้สินนับล้านบาท ซึ่งปัญหาของผู้ผลิตกปิเยาะห์ส่วนใหญ่มักจะวนเวียนอยู่เช่นนี้...



อับดุล เล่าว่า จากการทบทวนสภาพปัญหาอาชีพการผลิตกปิเยาะห์ร่วมกัน ทำให้พบว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้กลุ่มไม่เข้มแข็งก็คือ “ความไม่รู้” กลุ่มผู้ผลิตส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตลาดอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าตลาดต้องการอะไร เพราะไม่รู้จึงคอยแต่พึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ที่จะคอยบงการว่าต้องผลิตรูปแบบใด จำนวนเท่าไหร่ และที่สำคัญคือ การกำหนดราคา แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่กลุ่มได้เรียนรู้ก็คือการที่หมวกกปิเยาะห์ถูกตีราคาต่ำ เป็นเพราะคุณภาพการตัดเย็บไม่ได้มาตรฐาน สมาชิกขาดทักษะด้านฝีมือ ขาดระบบการบริหารจัดการที่ดี ด้วยที่ผ่านมาประธานกลุ่มจะเป็นผู้จัดการทุกอย่างเพียงผู้เดียวแก้ไขอย่างเท่าทัน



         เมื่อรู้ถึง “เหตุแห่งปัญหา” ที่ชัดเจนการแก้ไขจึงทำได้ “ตรงจุด” จุดอ่อนต่างๆ ค่อยๆ ได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้เป็นจุดแข็ง เริ่มการจัดทำฐานข้อมูลการผลิตกปิเยาะห์ในตำบลทั้งหมดศึกษารูปแบบ ระบบตลาดและเส้นทางการค้าของกปิเยาะห์ทั้งในและต่างประเทศ ศึกษาทางเลือกในการเชื่อมโยงเครือข่ายในระดับอำเภอ และจังหวัด พร้อมทั้งแสวงหารูปแบบการรวมกลุ่ม แหล่งทุน และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยศึกษาดูงานรูปแบบการบริหารจัดการของกลุ่มออมทรัพย์ที่เข้มแข็ง


กระบวนการศึกษาเรียนรู้ทั้งหมดนี้ไม่เพียงทำให้กลุ่มค้นพบข้อด้อยของกลุ่มเท่านั้น แต่ยังพบ “ศักยภาพ” หรือ “ทุน” ที่มีอยู่ในชุมชนหลายอย่างที่เอื้อให้กลุ่มผู้ผลิตสามารถดำเนินการผลิตและจำหน่ายด้วยตัวเอง เช่น รู้ว่า มีบุคลากรที่มีทักษะ มีความรู้ มีประสบการในการนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย มีแหล่งทุน ที่พร้อมจะให้การสนับสนุน และมีภาคีที่จะช่วยหนุนเสริมในส่วนที่ขาด เป็นต้น

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565

ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตาลแว่น - ตาลเหลวของดีกะมิยอ เมืองปัตตานี

พื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี มีต้นตาลจำนวนไม่น้อย ส่วนใหญ่ไม่ได้ปลูก แต่เป็นตาลที่ขึ้นตามธรรมชาติ และธรรมชาติของต้นตาล จะมีอายุยืนยาวเกินร้อยปี ให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องบำรุงรักษาเหมือนพืชชนิดอื่น ตำบลกะมิยอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ขึ้นชื่อในเรื่องของการทำตาลแว่น และ น้ำตาลเหลว ตำบลกะมิยอ มีทั้งสิ้น 7 หมู่บ้าน ในทุกหมู่บ้านมีชาวบ้านที่อาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่น เก็บน้ำตาลจากตาลโตนด นำมาแปรรูปเป็นตาลแว่น และน้ำตาลเหลว สร้างรายได้ 

คุณปาตีเมาะ มีฮะ เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำตาลโตนด และวิทยากรทำน้ำตาลแว่น หมู่ 4 ตำบลกะมิยอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เล่าว่าเธอและสามี มีลูกทั้งหมด 14 คน ซึ่งทั้งคู่มีอาชีพเพียงการทำนา 10 ไร่ และการเก็บน้ำตาลโตนดมาผลิตเป็นน้ำตาลแว่นและน้ำตาลเหลวจำหน่าย และรายได้จากการผลิตน้ำตาลโตนดนี้ก็สามารถเลี้ยงดูครอบครัว ลูกเรียนจบปริญญาตรีไปแล้วหลายคน 


คุณปาตีเมาะ บอกว่าตาล เป็นพืชที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ตลอดทั้งลำต้น น้ำตาลนำมาแปรรูปจำหน่าย ผลนำไปขาย ใบนำมาทำเป็นภาชนะใส่น้ำตาลกวนเพื่อตากเป็นน้ำตาลแว่น และยังนำไปใช้มุงหลังคาได้ด้วย ส่วนเนื้อไม้ เมื่อต้องตัดโค่นหรือตาย ก็เป็นไม้ที่มีความแข็งแรงและทนทานมาก ตาลให้ผลและน้ำตาลต่อเนื่องตลอดปี แต่ในฤดูที่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพคือ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี เมื่อเก็บน้ำตาลมาแล้ว ช่วงนั้นผลผลิตที่ได้จากตาลจะมีคุณภาพดีที่สุด น้ำตาลได้มาจากงวงหรือดอกของต้นตาล


คุณปาตีเมาะ เล่าว่า ต้องเลือกงวงที่ยาวที่สุดของต้น เมื่อติดผลเล็กๆ จะนวดที่ผลและงวง 4-6 วัน ผู้นวดจะพิจารณาเอง เมื่อเห็นว่านวดได้ที่แล้ว จะใช้มีดปาดตาลปาดลูกออกหมดเหลือเฉพาะแกนงวง แล้วทำน้ำหมักที่ทำจากน้ำโคลนหรือน้ำหมักสูตรของแต่ละครัวเรือน นำไปหมักกับแกนงวงไว้ โดยใช้กระบอกขนาดใหญ่แช่ น้ำหมักหรือน้ำโคลนนี้จะช่วยเร่งน้ำตาลออก ระยะเวลาหมัก 3-6 วัน เมื่อผ่านช่วงการหมักแล้ว ให้ลองปาดเป็นรอยนิดเดียว แล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน เพื่อดูว่าน้ำตาลออกมากน้อยเท่าไหร่โดยยังไม่รองน้ำตาลตอนนั้น จากนั้น 2-3 วันที่ทิ้งไว้รอดูปริมาณน้ำตาลที่ไหลออกมา จึงนำกระบอกไปแขวนรองน้ำตาลที่หยด

ส่วนการทำน้ำตาลแว่น เคี่ยวด้วยวิธีเดียวกับการทำน้ำตาลเหลว แต่ใช้เวลาเคี่ยวนานกว่า ประมาณ 6 ชั่วโมง จากนั้นนำไปหยอดใส่แว่น (ภาชนะทำจากใบตาล ขดเป็นแว่นกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 นิ้ว) ตากทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วเก็บไปจำหน่าย โดยไม่แกะออกจากแว่น การเคี่ยวน้ำตาลไม่ควรใช้แก๊ส เพราะความร้อนจะไม่สม่ำเสมอและควบคุมความร้อนไม่ได้ ไม่เหมือนการใช้ฟืน เตา ถูกเรียกภาษาท้องถิ่นว่า นม วัสดุที่ใช้ปั้นเป็นเตา คือ ดิน และแต่ละครัวเรือนที่ผลิตน้ำตาล จะปั้นเตาให้มีขนาดตามแต่สูตร เรียกว่า นมโต นมเล็ก นมสูง นมต่ำ ตามภาพที่เห็น  ราคาจำหน่ายน้ำตาลแว่น ขายกิโลกรัมละ 80 บาท น้ำตาลเหลว ขายกิโลกรัมละ 100 บาท  

คุณปาตีเมาะ วางจำหน่ายที่หน้าบ้านในชุมชน หากต้องการน่าจะต้องเข้าไปซื้อถึงที่ หรือลูกค้าที่อยู่ต่างถิ่น ต้องการน้ำตาลแว่น น้ำตาลเหลว ไม่เจือปน 100 เปอร์เซ็นต์ ก็สามารถสั่งล่วงหน้าได้ อาจต้องรอนิดหน่อย เพราะคุณปาตีเมาะ ไม่ได้ทำสต๊อกไว้ เป็นการผลิตวันต่อวันเมื่อมีออเดอร์เข้ามาเท่านั้น สนใจติดต่อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่แปรรูปจากภูมิปัญญาชาวบ้าน คุณภาพ 100 เปอร์เซ็นต์ ได้ที่ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จังหวัดปัตตานี โทรศัพท์ (073) 460-097


---------------------------

 

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565

การจักสานเครื่องใช้จากไม้ไผ่ งานฝีมือของชาวบ้านท่าสาป จ.ยะลา

การจักสานเครื่องใช้จากไม้ไผ่ เป็นงานฝีมือที่ชาวบ้านในตำบลท่าสาป อำเมือง จังหวัดยะลา  เคยฝึกฝนสืบทอดกันมาหลายชั่วคน แต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ภายหลังจากความเจริญและเทคโนโลยีการผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆมีมากขึ้น ทำให้การผลิตข้าวของเครื่องใช้ขึ้นมาเองถูกหลงลืมจนเกือบจะหายไปจากชุมชน ด้วยเหตุนี้ อิสมะแอ  เลาะแม เด็กหนุ่มรุ่นใหม่ที่มองเห็นว่าหากปล่อยไว้ ไม่มีการส่งเสริมสืบทอด ภูมิปัญญาการจักสานเหล่านี้ ก็อาจสูญหายไปได้ ดังนั้นเขาจังริเริ่มจัดตั้งกลุ่มจักสานงานไม้ไผ่ขึ้นมา โดยมีนายเจ๊ะอาแซ เลาะแม พ่อของเขาซึ่งเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคงสืบทอดงานจักสานนี้อยู่ เป็นครูผู้สอนสำหรับคนในชุมชนที่สนใจ 


ภายหลังจากที่รวบรวมเป็นกลุ่มฝึกสอนกันเองในชุมชนแล้ว ทางหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล  ตำบลท่าสาป หรือสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดยะลา ก็ได้เข้ามาให้การสนับสนุนด้านอุปกรณ์และสถานที่ โดยขณะนี้มีชาวบ้านในชุมชนที่สนใจเข้ามาฝึกเป็นอาชีพกว่ายี่สิบคน เนื่องจากมองเห็นว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว 


ในช่วงเวลาที่หลายคนว่างงานจากการระบาดของไวรัสโควิด 19 หากเราสามารถหาอาชีพเสริมไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าของที่ระลึก หรือการจักสานอุปกรณ์เครื่องใช้และงานฝีมือ อย่างเช่นชาวบ้านในตำบลท่าสาป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา กลุ่มนี้ ก็จะสามารถลดภาระความเดือดร้อนจากการว่างงานอีกทางหนึ่ง และนอกจากจะมีรายได้แล้วยังเป็นการสืบสานภูมิปัญญางานฝีมือที่มีมาของบรรพบุรุษอีกด้วย



--------------------------------------------