วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561

อ.ยะหา จัดงาน “เมาลิดสัมพันธ์ นำยะหาสันติสุข”เทิดพระเกียรติ ศาสดา



เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 61 ศูนย์ปฎิบัติการอำเภอยะหา จังหวัดยะลา ร่วมกับชมรมอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น ประจำอำเภอยะหา ส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องประชาชน ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม "เมาลิดสัมพันธ์ นำยะหาสันติสุข" ครั้งที่ 3 ประจำปีฮิจเราะห์ 1439 ขึ้น ณ ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอยะหา จังหวัดยะลา ทั้งนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติ สดุดีท่านศาสดามูฮัมหมัด และเผยแพร่ชีวประวัติ ตลอดจนจริยวัตรของท่านนบี ให้เป็นที่ประจักษ์ในสังคมทั่วไป รวมทั้งให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมน้อมนำคำสอนของท่านศาสดามูฮัมหมัดฯ ในการดำเนินชีวิต พร้อมทั้งเป็นการสร้างความสมัครสมาน สามัคคี ตามนโยบายของรัฐ และก่อให้เกิดความสุข ความเจริญ และความสันติสุขของสังคมต่อไป โดยมีนายวรเชษฐ พรมโอภาษ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยนายชัยชนะ กฤตยานาถ นายอำเภอยะหา


สำหรับกิจกรรมมีการอ่านบทกวีบัรซันญี หรือคำสดุดีสรรเสริญศาสดามูฮำหมัด เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นศรัทธาในศาสนาแก่พี่น้องมุสลิมและเยาวชนมุสลิมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการร้องเพลงอนาซีดบนเวทีจากเยาวชนตัวแทนตำบลต่างๆ การแสดงนิทรรศการโครงการเมาลิดสัมพันธ์นำยะหาสันติสุข กิจกรรมการแสดงอาหารพื้นถิ่นของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ เพื่อให้เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาพื้นถิ่นด้านอาหาร และส่งเสริมการสานสัมพันธ์ การสร้างความรัก ความสามัคคี ความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ การบริการอาหาร และเครื่องดื่มของหน่วยงานในพื้นที่ รวมทั้งการจับรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ร่วมงาน ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในตำบลต่างๆ ของอำเภอยะหา เข้าร่วมกว่า 1,000 คน













เยาวชนจิตอาสา “รักท้องถิ่น” ร่วม พัฒนาเมืองยะลา ให้สะอาด สวยงาม



เยาวชนชาวพุทธและมุสลิมจากโครงการค่ายเยาวชนสำนึกรักท้องถิ่น เสริมสร้างความสมานฉันท์ เทศบาลนครยะลา จำนวน 30 คน ได้ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะด้วยการเก็บกวาดขยะ เศษใบไม้ ที่บริเวณถนนวงเวียน 2 เขตเทศบาลนครยะลา เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยมีเจ้าหน้าที่ของทางเทศบาลนครยะลา คอยควบคุมดูแลการปฎิบัติงานของกลุ่มเยาวชน ซึ่งการปฎิบัติงานครั้งนี้จะใช้เวลาเฉพาะในช่วงบ่าย โดยจะมีการบำเพ็ญประโยชน์ทั้งการเก็บกวาดขยะ เศษใบไม้ ทาสีทางม้าลายในพื้นที่เขตเมืองยะลา


นางสาวมุทิตา ยะริงทอง นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุงจังหวัดยะลา กล่าวว่า ดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ เป็นโครงการที่มีประโยชน์ ได้เรียนรู้การทำงานของเทศบาลฯ รวมถึงเป็นการฝึกการใช้ชีวิตต่างๆ ในการอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆ จากหลายๆ โรงเรียน และยังเป็นการปรับพื้นฐานของตนเอง ฝึกการทำงานช่วยเหลือสังคม นอกจากนี้ ยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพ่อ แม่ ช่วงปิดเทอม ซึ่งแต่ละวันก็จะมีรายได้ 280 บาท ใน 1 เดือนนี้ ตนเอง ก็จะนำเงินที่ได้รับไปใช้ในการเรียนต่อมหาวิทยาลัย ช่วงนี้ก็จบ ม.6 แล้ว พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ก็อยากเชิญชวนน้องๆ ในเขตเทศบาลนครยะลา มาร่วมกันทำงาน เป็นเหมือนจิตอาสารักษ์บ้านเมือง และเป็นการแบ่งเบาภาระทางบ้าน ฝึกตัวเองให้มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น ก่อนจะโตเป็นผู้ใหญ่ไปทำงานต่อไป


ทั้งนี้ โครงการค่ายเยาวชนสำนึกรักท้องถิ่น เสริมสร้างความสมานฉันท์ เป็นโครงการที่เทศบาลนครยะลา จัดขึ้นโดยเปิดรับสมัครเยาวชนจากสถานศึกษา รวม 180 คน เพื่อมาปฏิบัติงานในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ทั้งนี้ เพื่อให้เยาวชนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของเทศบาลนครยะลา เกิดความสมานฉันท์และมีจิตสำนึกรักท้องถิ่นภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม ตลอดจนให้เยาวชนมีรายได้ช่วงปิดภาคเรียน ห่างไกลจากยาเสพติดแหล่งอบายมุขอีกด้วย โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 13 ที่จัดต่อเนื่องมา ดำเนินงานระหว่างวันที่ 14 มีนาคม ถึง 4 พฤษภาคม 2561 โดยกิจกรรมประกอบด้วย กิจกรรมปฏิบัติงานภาคสนาม ตามภารกิจสำนัก กองต่างๆ กิจกรรมฝึกอบรมทักษะเรียนรู้ บทบาทอำนาจหน้าที่ของเทศบาลในการบริการประชาชน กิจกรรมการพัฒนาทักษะการคิด การสร้างภาวะผู้นำ การปลุกจิตสำนึกรักท้องถิ่น การมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นอันเป็นกลไกไปสู่เยาวชนจิตอาสาดูแลพัฒนาชุมชน สังคม และกิจกรรมฝึกกระบวนการทำงานเป็นหมู่คณะ ยอมรับความแตกต่างทางสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ เคารพในสิทธิของผู้อื่น และรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน







วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561

ชาวยะลาผลิตเสื้อมัดย้อมลายก้นหอย ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ



ที่บ้านเลขที่ 9/9 บ้านบาเฆ็ง ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตเสื้อยืดมัดย้อม ลายก้นหอย ของนายรอซูวาน ปะดอมะ ผู้ผลิตเสื้อมัดย้อม ลายก้นหอย ชื่อดังของประเทศไทย นายรอซูวาน ปะดอมะ ได้เร่งผลิตเสื้อมัดย้อมให้ทันส่งลูกค้า หลังได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการร้านค้าส่งเสื้อ ย่าน ตลาดโบ้เบ้ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ รวมทั้ง จังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ภูเก็ต กระบี่ สั่งซื้อมาจำนวนมาก และในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ สองเดือน จะมีร้านค้าสั่งซื้อมามากกว่าปกติ โดยเฉลี่ยเดือนละประมาณ 20,000 ตัว


         นายรอซูวาน ปะดอมะ กล่าวว่า ตนเองทำผ้ามัดย้อม แบบย้อมเย็น มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ซึ่งการมัดย้อมจะมีหลายวิธี คือ ย้อมร้อน ย้อมเย็น และวิธีเคลือบ แต่ที่ตนเองทำคือการย้อมเย็น ที่ทำแบบนี้เพราะต้องทำส่ง เนื่องจากการย้อมเย็นสามารถทำได้เร็วกว่าวิธีอื่นๆ


ส่วนวิธีการทำก็ง่ายไม่ยุ่งยาก จะนำเสื้อยืดสีขาวที่มัดย้อมมาต้มประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ผ้านิ่ม และแป้งที่ติดอยู่กับผ้าออก จากนั้น ก็นำเสื้อมามัดตามวิธีของตนเอง ก่อนที่จะนำไปลงสีต่างๆ ตนเองทำส่งทั่วประเทศ แต่หลักๆ ก็จะส่งไปยังตลาดโบ้เบ้ และประตูน้ำ ออเดอร์เฉลี่ยรวมๆ แล้วอาทิตย์ละประมาณ 5,000 ตัว ซึ่งจะช่วยกันทำ 4 คน เดิมจะทำส่งอยู่ที่กรุงเทพฯ ประมาณ 5 ปีแล้ว ตัดสินใจกลับมาบ้าน ทำมาถึงปัจจุบัน ก็อีก 5 ปี รวมเป็น 10 ปี ตนเองถือว่าเสื้อมัดย้อมลายก้นหอยของตนเองนั้น เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และลายก้นหอย ก็เป็นลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง


สำหรับลักษณะเด่นของเสื้อมัดย้อม ก็จะชัดเจนในรูปแบบลายก้นหอย ที่ไม่มีใครเหมือน ความแตกต่างชัดเจน เมื่อเทียบกับรายอื่นๆ
        ส่วนรายได้ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี สำหรับเสื้อมัดย้อม นอกจากจะส่งขายทั่วประเทศแล้ว ก็ยังมีร้านค้าสั่งซื้อมาจากต่างประเทศด้วย เช่น ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย ราคาส่งอยู่ที่ราคาตัวละ 90-160 บาท ตามไซส์ตั้งแต่ไซส์เอส ถึงสองเอ็กซ์แอล โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 500 ตัวต่อวัน สำหรับผู้ที่สนใจที่จะเรียนรู้วิธีการทำ ก็สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 08-9528-3721





วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561

ตลาดนัดชุมชน ขายอาหาร-ขนมพื้นบ้าน สร้างรายได้ให้ชาว ต.ลำพะยา จ.ยะลา



หลังจากที่ตลาดนัดยามเย็น หมู่ที่ 3 บ้านพรุ ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ได้เปิดตลาดมากว่า 1 เดือน โดยนำพ่อค้า แม่ค้าซึ่งเป็นชาวบ้านในตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา มาขายอาหาร-ขนมพื้นบ้าน ไม่ว่าจะเป็นขนมจาก ขนมโค ขนมม่อจี้ ขนมจูจุน ขนมกอหลี ข้าวยำ ไก่ทอด กุ้งทอด น้ำแข็งบอกโบราณ น้ำผลไม้ และอื่นๆ ได้รับการตอบรับจากประชาชนทั้งในพื้นที่ตำบลลำพะยา และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นอย่างมาก


ซึ่งแม่ค้าข้าวยำชาวตำบลลำพะยา บอกว่า ตลาดนี้เปิดมาตั้งแต่วันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ปกติจะขายในทุกเย็นวันเสาร์จนถึงสองทุ่ม หลังจากเปิดมาได้เดือนกว่ามีประชาชนที่มาจากทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ ให้ความสนใจมาเที่ยวชมและเลือกซื้ออาหาร-ขนมพื้นบ้านของชาวลำพะยากันอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับ ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพหลักในการทำสวนถึงครั้งละเกือบหนึ่งพันบาท ขณะนี้ ทางชุมชน บรรดาพ่อค้า แม่ค้าก็ได้เปิดตลาดนัดเพิ่มในวันอังคารและวันพฤหัสบดี อีกด้วย


นายธัญญา แก้วเจริญ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา กล่าวว่า ตลาดนัดยามเย็นแห่งนี้ ได้รับงบประมาณ จำนวน 4 แสนบาท จากโครงการพัฒนาหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ 2560 จังหวัดยะลา 1 โครงการหนึ่งตลาดนัดชุมชน โดยการสนับสนุน ของ ศอ.บต. ซึ่งตลาดจะเน้นเชิงวัฒนธรรม เป็นอาหาร-ขนมพื้นบ้าน มีจำนวน 20 ร้าน ส่วนแม่ค้าที่มาขายก็จะเป็นคนในพื้นที่ตำบลลำพะยาทั้งหมด ซึ่งจะใช้เวลาว่างจากการทำสวน มาค้าขายเพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีการแสดงดนตรีจากน้องๆ เยาวชน เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ ได้มีเวทีในการแสดงออกถึงความสามารถ อีกด้วย











สืบสาน“ว่าวไทย” การละเล่นพื้นบ้าน สร้างความสนุกสนานให้เด็กยะลา ช่วงหน้าร้อน




ในช่วงฤดูเล่นว่าว พ่อแม่ ผู้ปกครอง ในพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา ต่างเดินทางนำบุตรหลานไปเล่นว่าว ที่สนามโรงพิธีช้างเผือก เทศบาลนครยะลา กันอย่างคึกคัก ซึ่งที่นี่จะเป็นลานสนามหญ้า กว้าง และเหมาะกับการเล่นว่าว ในช่วงนี้เป็นอย่างยิ่ง


โดยเด็กๆ บอกว่า สนุก ไม่ยากและชอบเล่นว่าวมาก ส่วนว่าว พ่อ แม่ ก็จะไปซื้อมาจากที่ร้านขายว่าวในสนามโรงพิธีช้างเผือก ราคาตัวละ 20 -30 บาท
สำหรับว่าวที่เด็กๆ นำมาเล่น ก็เป็นว่าวที่เด็กๆ ต่างเลือกซื้อเองตามที่ตนเองชอบ โดยเด็กบางคนก็จะชอบว่าวงู เพราะขึ้นสูง บางคนก็ชอบว่าวการ์ตูน ไม่เหมือนกัน ซึ่งนับเป็นบรรยากาศของครอบครัว ที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างมีความสุขและมีความสนุกสนาน


ขณะที่ พ่อค้าขายว่าว กล่าวว่า ตามปกติก็จะนำว่าวมาวางขายในช่วงฤดูเล่นว่าวทุกปี ตั้งแต่เดือนมกราคม – เมษายน ขายมาหลายปีแล้ว ดีกว่าอยู่เฉยๆ ได้มาพบเพื่อนๆ เด็กๆ โดยตนเองจะซื้อตัวว่าวมาจาก กทม. และมาเหลาไม้ใส่เอง มีหลากสีหลายลาย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาพการ์ตูนที่เด็กๆ จะชอบมาก มีขายตั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ ราคาอยู่ที่ 20 บาท ไปจนถึง 80 บาท พอช่วงเย็นๆ ที่เด็กอยู่ระหว่างปิดเทอม โดยเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ พ่อ แม่ก็จะพามาเลือกซื้อกันอย่างต่อเนื่อง ขายได้วันละ 20-30 ตัว โดยว่าวที่ซื้อไป เด็กๆ ก็จะนำไปลองเล่นกันในสนามหญ้า ซึ่งอยู่ในสนามโรงพิธีช้างเผือกได้เลย ส่วนวันปกติ พ่อ แม่ ก็ไม่ค่อยพาเด็กมาเล่นกัน เนื่องจากอาจจะติดภารกิจ จะมีเพียงบางวันเท่านั้น ที่จะมาซื้อว่าวไปเล่นกันมากหน่อย














วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561

หลบร้อนไปเที่ยวสุคิริน "สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย"

อ.สุคิริน เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนราธิวาส พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชันและป่าทึบ มีเทือกเขาที่สำคัญ ได้แก่ เทือกเขาตูแว เทือกเขาบาตูกาเตาะ เทือกเขาบาลา มีแม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำสุไหงโก-ลก เป็นสายน้ำแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงชาวสุคิรินตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


การเดินทางเข้าสู่พื้นที่ อ.สุคิริน ปัจจุบันมีความสะดวกสบายมาก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นถนนลาดยาง หากเดินทางมาจากตัวอำเภอสุไหงโก-ลก จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ที่สำคัญเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากสถานการณ์ความไม่สงบ

ด้วยสภาพพื้นที่ป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ และเป็นภูเขาสูงทำให้อากาศภายใน อ.สุคิริน ค่อนข้างเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี จนได้รับการเรียกขานว่าเป็น "สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย" และด้วยเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ประจำถิ่น  จังหวัดนราธิวาสจึงพยายามผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบในพื้นที่




มีการจัดแพคเกจท่องเที่ยวแบบ One Day Trip รวมทั้งการท่องเที่ยวแบบ 2 วัน 1 คืน เพื่อรองรับการเข้ามาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้งใน จ.นราธิวาส และจังหวัดข้างเคียง ซึ่งนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ รวมถึงชาวต่างประเทศเริ่มเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่กันบ้างแล้ว ยิ่งช่วงหน้าร้อนที่อากาศแสนจะอบอ้าว ถ้าได้หลบร้อนไปสูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามหุบเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์  ได้ล่องแก่งที่น้ำใสไหลเย็น กระโดดลงแวกว่ายในสายน้ำที่มีการแวะพักเป็นช่วงๆ คงจะเป็นความสุขที่ช่วยเติมเต็มไฟในการทำงานให้ลุกโชนเพื่อทำงานอย่างมีความสุขในสัปดาห์ต่อๆไปได้ไม่น้อย แนะนำกิจกรรมล่องแก่งต้นน้ำสายบุรี ที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 ของ "ดือรอแม ปินตา" ผู้ใหญ่บ้านบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 อ.สุคิริน ที่ได้ทำธุรกิจล่องแก่งและโฮมสเตย์ในรูปแบบของคณะกรรมการชุมชน มีระยะทางล่องแก่งกว่า 6 กิโลเมตร ในแม่น้ำที่ใสสะอาด มีจุดให้พักเล่นน้ำ 3 จุดท่ามกลางบรรยากาศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ตลอดสองข้างทาง ปัจจุบันเริ่มได้รับความนิยมมาท่องเที่ยว สนนราคา ห้องพักเล็ก พัก2คน คืนละ 300 บาท/  ห้องขนาดกลาง(ประมาณ 5คน+) คืนละ 500 บาท ห้องขนาดใหญ่ 8คน+/คืนละ 800 บาท สำหรับการ ล่องแก่ง มีให้บริการพร้อมอาหารคาวหวาน หัวละ 300 บาท  หากจะล่องแก่งอย่างเดียว หัวละ 200 บาท  ถ้าสนใจมาเที่ยวติดต่อผู้ใหญ่ดือรอแม โดยตรง โทร.082-2639600 






ส่วนผู้ที่ไม่มีรถก็เดินทางไปเที่ยวสุคิรินได้นะคะ เพราะล่าสุดบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี นราธิวาส (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัดและสหกรณ์รถยนต์โดยสารขนาดเล็กแว้ง จำกัดมีการให้บริการนำเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ของอำเภอสุคิริน อาทิ การชมทะเลหมอก ล่องแก่ง ร่อนทอง และพักโฮมสเตย์ท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งราคาเช่าเหมาบริการ รถสองแถว 1 คัน ต่อ 10 คน  ราคา1,500 บาทต่อวัน (ถ้าจำนวนคนต่อคันมากกว่านี้รถขึ้นภูเขาไม่ไหว) ราคานี้ทราบมาว่าไปสถานที่ท่องเที่ยวได้เท่าที่นักท่องเที่ยวต้องการ  สนใจจองคิวติดต่อคุณยุติ สะมะแอ  โทร.086 2845182 นะคะ


-นักเดินทาง-

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2561

น้ำตกทรายขาว ขุนเขาแห่งน้ำใส

“น้ำตก” ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวมากมายต่างพากันหลงใหล ด้วยสายน้ำที่เย็นเฉียบ สัมผัสเมื่อไหร่รับรองว่าสดชื่น ยิ่งช่วงหน้าร้อนแบบนี้ หากได้ลองกระโดดน้ำให้น้ำกระจายเสียงดัง ‘ตู๊มมมม’แล้วล่ะก็ รับรองว่าอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการทำงานและความร้อนอบอ้าวที่ติดตัวมาจะต้องจางหายไปแน่นอน บทความนี้ข่าวภาคใต้ชายแดนจึงขอหยิบยกเรื่องราวแหล่งท่องเที่ยวที่มีความเชื่อมโยงกับน้ำตกมานำเสนอนั่นก็คือ ชุมชนท่องเที่ยวทรายขาว ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี นั่นเอง 

ก่อนจะพาไปเที่ยวขอบอกถึงจุดเด่นของชุมชนแห่งนี้ก่อนว่า ที่นี่มีวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมเป็นอัตลักษณ์เฉพาะสังเกตได้จากความสามัคคีของชุมชนที่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยไม่มีความขัดแย้งระหว่าง 2 ศาสนา จนได้เป็นหนึ่งใน 5 ชุมชนเข้มแข็งทางวัฒนธรรมของจังหวัดชายแดนภาคใต้เลยทีเดียว


การท่องเที่ยวชุมชนทรายขาวในครั้งนี้ของเราจะเป็นแบบทริป 2 วัน 1 คืน โดยเราได้เดินทางจากตัวเมืองปัตตานีเข้าสู่ ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ ในช่วงบ่ายๆ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที มาถึงที่แล้วไม่รอช้าไปโดดน้ำคลายร้อนกันก่อนที่อุทยานน้ำตกทรายขาว ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ สร้างความร่มรื่น เย็นสบาย ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่น้ำตกเลยทีเดียว น้ำตกทรายขาวเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ ต้นน้ำไหลมาจากยอดเขานางจันทร์ บนเทือกเขาสันกาลาคีรี มีความสูงถึง 40 เมตร สายน้ำของน้ำตกที่ไหลลงสู่เบื้องล่างผ่านโขดหินน้อยใหญ่ ทำให้เกิดความคดเคี้ยวลดหลั่งของสายน้ำเป็นชั้นๆ เกิดเป็นแอ่งน้ำหลายแอ่งที่มีขนาดใหญ่และลึก บางจุดไหลผ่านหน้าผาที่สูงชันเห็นสายน้ำสีขาวโพลนสวยงาม โดยมีทั้งหมด 10 ชั้น ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปยังน้ำตกด้วยการเดินทางเท้าคอนกรีตที่มีความสะดวกสบายพร้อมกับการสัมผัสธรรมชาติสองข้างทางของธารน้ำตก สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนเป็นอย่างมาก


หลังจากเล่นน้ำกันเสร็จแล้วก็เดินทางไปยังที่พัก หลายคนอาจะนึกถึงรีสอร์ทสวย หรูๆ หยุดความคิดนั้นไปได้เลย เพราะที่นี่คือแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เพราะฉะนั้นที่พักของเราคือ “โฮมสเตย์” ชุมชนทรายขาวแห่งนี้ได้มีการจัดกิจกรรมที่พักให้นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจในวิถีชีวิตที่เรียบง่าย แบบสังคมชนบท ได้สัมผัสกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมท้องถิ่นกับความเป็นกันเองของชาวบ้าน ได้ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เช่นพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกันทำอาหารพื้นบ้านของที่นี่ และนั่งรับประทานอาหารมื้อค่ำด้วยกัน ถือเป็นความสนุกสนานที่หาได้ยากในสังคมเมือง


ทริปนี้ยังไม่จบ โปรแกรมต่อไปเราจะพาไปชมทะเลหมอกและชมความงามของดาวบนดิน ที่จุดชมวิวเขาลูกช้าง โดยเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ เวลา 05.00 น. ซึ่งความโดดเด่นของการท่องเที่ยวชุมชนทรายขาวอีกอย่างหนึ่ง คือ การนั่ง “รถจิ๊บ” ชมความสวยงามของธรรมชาติ ระหว่างทางเราจะสัมผัสกับการเย็นสดชื่นจากผื่นป่า ได้ยินเสียงนกร้องต้อนรับยามเช้าตลอดสองข้างทาง จุดชมวิวเขาลูกช้างตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500 เมตร สามารถสัมผัสความงดงามของทะเลหมอกที่มีความสวยไม่แพ้ที่ใด เมื่อม่านหมอกค่อยๆจางลงเราก็เห็นความงามของดาวบนดิน ซึ่งเป็นแสงไฟจากบนท้องถนน หรือตามบ้านเรือน ที่ส่องแสงระยิบระยับ เป็นหย่อมๆ สวยงามมากเลยทีเดียว และที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งขององค์พระพุทธมหามุนินทโลกนาถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ปางยมกปาฏิหาริย์ ที่สร้างขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวใจของชาวบ้าน


หลังจากชมความงามที่จุดชมวิวเขาลูกช้างแล้ว เราเดินทางลงสู่ยอดเขาโดยระหว่างทางจะพบกับความมหัศจรรย์ของหินขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายงู ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า ผาพญางู ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นพญางูที่ทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาคุ้มครองความปลอดภัยให้กับชาวบ้านในพื้นที่ จากนั้นเดินทางเท้าขึ้นไปทางด้านบนของหน้าผาเล็กน้อยจะเป็นสถานที่ที่ประดิษฐ์สถานของพระพุทธรูปแก่นไม้ลั่นทม อายุกว่า 200 ปี ซึ่งเชื่อกันว่าบริเวณนี้เคยถูกใช้เป็นที่วิปัสสนาของ “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ในอดีตมาแล้ว จากนั้นเดินทางลงมายังชุมชนเพื่อมาชมความงดงามของวัดทรายขาว และ มัสยิดโบราณ ที่มีอายุ 300 กว่าปี จากนั้นได้เดินทางไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เป็นกลุ่มแม่บ้านที่รวมกลุ่มกันทำผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น กล้วยเส้นแปรรูป และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากส้มแขก และถ้าเราเดินทางมาในช่วงเดือน สิงหาคมถึงเดือนกันยายน จะเป็นฤดูผลไม้ เราจะได้เดินชมพร้อมชิมผลไม้สดจากสวน ซึ่งผลไม้ที่โดดเด่นและโด่งดังของที่นี่คือ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ที่ได้ชื่อว่าเป็น“ทุเรียนทรายขาวพรีเมี่ยม” ที่มีรสชาติหวานอร่อย กรอบนอกนุ่มใน ฮึ้ม...มีความฟินส์แบบสุดๆไปเลย



การท่องเที่ยวชุมชนทรายขาวที่นี่เราจะได้สัมผัสถึงวิถีชุมชน 2 วัฒนธรรม พุทธ มุสลิม อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสให้การต้อนรับคนนอกพื้นที่ด้วยความเป็นกันเอง ได้ชมความงดงามของธรรมชาติที่แทบไม่มีการดัดแปลง ซึ่งชาวบ้านที่นี่หวังว่าจะเป็นสิ่งที่สามารถลบภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นผ่านสื่อในสายตาของหลายคน ให้เป็นภาพของความสวยงามและความสงบสุขของพื้นที่แห่งนี้ต่อไป

-นักเดินทาง-