วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563

ร้านกาแฟดีกรีระดับแชมป์บาริสต้า ที่สงขลา

          เป็นอีกหนึ่งร้านกาแฟที่อยากให้ทุกคนมาลองชิมกันคะ ร้านนี้ Heart Made Coffee And Eatery Songkhla เป็นร้านมือรางวัลระดับประเทศเลยก็ว่าได้ เพราะไปกวาดรางวัลด้านกาแฟ ระดับแชมป์บาริสต้ากันมาเพี้ยบ ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าของเขาดีจริงหรือเปล่า ไปลองชิมกันเลยดีกว่าจ้า



          Heart Made Coffee And Eatery Songkhla บริการกาแฟสด เครื่องดื่ม ขนม แนวสุขภาพ บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง ตั้งอยู่ถนนนครใน อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ในบ้านทรงจีนโบราณ บ้านเดิมแบบฮกเกี้ยนอายุมากกว่า 160 ปี ทั้งรูปแบบการจัดวาง การตกแต่งได้อารมณ์สุนทรีย์สุดๆ มีเมนูซิกเนเจอร์ที่ถูกตาต้องใจหลายเมนู โดยเฉพาะเมนู MR Proud ที่เอาน้ำตาลมะพร้าวและโรยหน้าด้วยขนมขี้มอดด้วย นี่บอกเลยว่าดีต่อใจมากๆ ตามด้วยเมนู Apple Jack เป็นอีกเมนูเครื่องดื่มที่เป็น signature ชาชงเย็นผสมกับน้ำแอปเปิ้ล, คาราเมล และอบเชย ด้านบนราดด้วยโฟมโยเกิร์ต ฟินมาก นอกจากนี้ก็ยังมีเบเกอรี่หลากรูปแบบมาให้เลือกชิมอีกเพี้ยบ



           Heart Made Coffee And Eatery Songkhla เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์ ศุกร์ เวลา 07.00-17.00 น. และเสาร์ - อาทิตย์ 07.00 - 18.30 น.  ใครที่สนใจอยากจะมาทาน มาลิ้มลองความแปลกใหม่มาได้ทุกวัน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 083 - 464 6642 หรือเข้าไปติดตามได้ที่เพจเฟชบุ๊ค : Heart Made Coffee And Eatery Songkhla กันได้เลยจ้า



วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563

บรรยากาศชิลกลางเมืองยะลากับร้าน 2gether2 ข้าวต้มกุ๊ยเติมไม่อั้น จิ้มจุ่มหม้อไฟรสเลิศ

         ร้านนั่งชิล บรรยากาศโปร่งๆ โล่ง สบายๆ สำหรับใครที่เลิกงานยามเย็น เลิกเรียนยามค่ำ รู้สึกหิวๆอยากจะจัดเมนูหนักๆให้กับตัวเองเพื่อชดเชยพลังงานที่เสียมาทั้งวัน หรือต้องการพบปะพูดคุยกลุ่มเพื่อนแบบว่านั่งคุยไปด้วยกินไปด้วย มากันเยอะๆก็ยิ่งสนุก เพราะที่นี่เขามีเมนูให้เลือกแบบไม่อั้นทั้งข้าวต้มกุ๊ย จิ้มจุ่มหม้อไฟ อาหารตามสั่ง  อิ่มกันทั้งครอบครัวแน่นอน และร้านที่เรามาแนะนำวันนี้ก็คือ  ร้าน 2gether2



         เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน 2gether2  ต้องยกให้ข้าวต้มกุ๊ย เป็นเมนูที่ถูกใจนักศึกษามากๆเพราะถ้ากินไม่อิ่มก็เติมฟรีแบบไม่อั้นได้ ทานคู่กับเครื่องเคียงต่างๆโดยเฉพาะ เนื้อหวาน สูตรของทางร้านที่คัดสรรเนื้ออย่างดีมาปรุงด้วยเครื่องปรุงสูตรพิเศษที่ไม่เหมือนที่ไหน และอีกเมนู ท้องปลาแซลม่อนยำมะม่วง แซ่บโดนใจ กินเมื่อไหร่ก็เข้ากั๊นเข้ากันมากๆ ซิกเนเจอร์อีกอย่างต้องยกให้ จิ้มจุ่มหม้อไฟ ที่มาทั้งเนื้อทั้งไก่พร้อมผักเหนาะแบบเน้นอิ่ม และอีกหลากหลายให้คุณได้จุ่มพร้อมกับน้ำจิ้มรสเด็ดฟินกันไปเลย



         นอกจากเมนูข้าวต้มกุ๊ย จิ้มจุ่มหม้อไฟ ก็ยังมีเมนูสำหรับคนงบน้อยกับเมนูข้าวไข่เจียวบุฟเฟต์ ราคาเพียง 25 บาท ใส่เครื่องไม่อั้น ส่วนเมนูน้ำอยากให้ลอง คือ น้ำอินทผาลัมน้ำผึ้งนมสด เป็นเมนูน้ำเพื่อสุขภาพที่ทุกคนลองแล้วต่างติดใจ และน้ำมะม่วงเบาน้ำปลาหวานปั่น มีความแปลกแต่ไปด้วยกันได้



         ร้าน 2gether2 ที่นี่เขามีบริการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ผ่านฟู้ดแพนด้าด้วยนะ ใครที่หิวมื้อดึกแต่ไม่อยากออกจากบ้านก็สั่งทานกันได้ แต่ถ้าอยากมาชิลที่ร้านก็มากันได้เพราะบรรยากาศดีมากๆ และราคาสบายกระเป๋า เป็นอีกร้านที่แอดฯอยากให้มาลอง



         พิกัดร้าน 2gether2 ตั้งอยู่เลขที่18 ถนนเทศบาล 6 ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา หลังมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เปิดบริการตั้งแต่เวลา 17.00-23.30 น ทุกวัน(ยกเว้นวันพุธ) ติดตามข้อมูลร้านได้ที่ Facebook page :2gether2 หรือสอบถามได้ที่เบอร์ 081-6985020




วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563

บ่อน้ำร้อนบ้านนาแห่งใหม่ที่ชายแดนใต้

          ที่บ้านนากอ หมู่ที่ 9 ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดแหล่งท่องเที่ยวชุมชนบ่อน้ำร้อนบ้านนากอ ตามโครงการฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองต้นแบบ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนโดยอำเภอเบตง เป็นเมืองต้นแบบการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนอย่างเป็นระบบและครบวงจร โดยมี พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมเป็นเกียรติ​



          พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) บอกว่าการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้มีเป้าหมายสำคัญคือ มีความปลอดภัยชีวิต และทรัพย์สิน ประชาชนมีงาน มีรายได้อย่างเหมาะสม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน ซึ่ง อ.เบตง จ.ยะลา เป็นพื้นที่ที่มีธรรมชาติสวยงาม มีความหลากหลายของผู้คนทั้งชาติพันธุ์และศาสนามีความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร จึงเป็นต้นทุนที่เหมาะสมต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งจะสร้างรายได้จากผู้มาเยือน จากที่พัก อาหาร ของที่ระลึก และบริการต่างๆ อ.เบตง จึงได้ถูกกำหนดให้เป็นเมืองต้นแบบด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2560 เป็นต้นมา และมีการพัฒนาที่ก้าวหน้าตามลำดับ โดยพื้นที่บ้านนากอ ต.อัยเยอร์เวง เป็นอีกสถานที่หนึ่งใน อ.เบตง ที่กำลังได้รับการฟื้นฟูเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เพื่อสร้างงาน รายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ กว่า 600 ครัวเรือน เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้มีความสมบูรณ์ของธรรมชาติ มีบ่อน้ำร้อน มีลำธาร มีป่าที่สมบูรณ์ ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ก่อน พ.ศ.2532



         และที่สำคัญ พื้นที่แห่งนี้มีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์โอรัง อัสรี ซึ่งเป็นบรรพบุรุษรุ่นแรกๆของคาบสมุทรมลายู อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 50 ครอบครัว​ โดยแหล่งท่องเที่ยวชุมชนแห่งนี้ จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เนื่องจาก ได้มีการริเริ่ม โดยคนในชุมชน และดำเนินการพัฒนาโดยกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ มีบริหารจัดการโดยคนในชุมชน ผ่านวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งในอนาคต เยาวชนจะรวมตัวเพื่อสร้างงาน ตามความสามารถแต่ละคน เช่น การจัดการท่องเที่ยว มัคคุเทศน์ แปรรูปสินค้า ลดความเสี่ยงเรื่องยาเสพติด สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ประชาชนกว่า 600 ครัวเรือนต้องมีรายได้มากขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ คนในพื้นที่จะหวงแหนธรรมชาติ เพราะเป็นบ่อเกิดรายได้ และความยั่งยืน และจะช่วยกันดูความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย เพื่อรักษาโอกาสที่ดีในชีวิตที่เริ่มเกิดขึ้นในชุมชนและบ้านเกิดของเขา


          นางฮาบูเซาะ ฮาแว ชาวบ้านนากอ กล่าวขอบคุณทางหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุนฟื้นฟูและพัฒนาบ่อน้ำร้อนบ้านนากอให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของชุมชน เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในอนาคตสำหรับบ่อน้ำร้อนบ้านนากอแห่งนี้ได้ค้นพบเมื่อปี 2541 โดยองค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง ได้เริ่มค้นหาและสำรวจต้นกำเนิดธารน้ำอุ่น ซึ่งยังไม่มีใครค้นพบต้นกำเนิด ได้ทราบข้อมูลปากเปล่าจากผู้สูงอายุในพื้นที่ และผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย จนในที่สุดก็ค้นพบต้นกำเนิดของธารน้ำอุ่น คือบ่อน้ำร้อนบ้านนากอแห่งนี้ ซึ่งอยู่บนที่ดินของนายแวดาโอ๊ะ เจ๊ะแว อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านนากอ ปัจจุบันได้บริจาคที่ดินแห่งนี้ จำนวน 11 ไร่ ให้กับนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้อำเภอเบตง ให้กำกับดูแลและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนของตนเอง

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563

เกษตรปลายด้ามขวาน ที่มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

         มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นมหาวิทยาลัยฯ ลำดับที่ 77 ของประเทศ มี 7 คณะ จากการหลอมรวม 3 วิทยาลัย และ 1 สถาบัน ซึ่งวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนราธิวาส เป็นหนึ่งในวิทยาลัยในสังกัด ที่มีการจัดการเรียนการสอนระดับ ปวช. ปวส. และระดับปริญญาตรี ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2516 นับถึงปีปัจจุบันวิทยาลัยฯ ก่อตั้งมาได้ 47 ปี



         ล่าสุดวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนราธิวาสได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ทักษะทางวิชาการ และการนำเสนอผลงานวิจัยของ 3 สถาบัน : เกษตรด้ามขวาน ครั้ง 7 เพื่อส่งเสริมศักยภาพทางวิชาการ และทักษะปฏิบัติด้านเกษตรของนักศึกษาสถาบันการศึกษาในสามจังหวัดชายแดนใต้ การแข่งขัน เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการร่วมกันของมหาวิทยาลัยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ มี 3 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา



         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จงรัก พลาศัย นายกสภามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวว่า การจัดการแข่งขันดังกล่าว นอกจากเพื่อส่งเสริมศักยภาพทางวิชาการ และทักษะปฏิบัติด้านเกษตรของนักศึกษาแล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่าย "เป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้พลังความร่วมมือและประกาศความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกันในการสร้างเยาวชนเกษตรด้ามขวาน ที่จะมีขึ้นในกิจกรรมเกษตรด้ามขวาน อย่างต่อเนื่อง..."



         ด้านผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.จำนงค์ จุลเอียด ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนราธิวาส กล่าวว่า มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิต ให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกันกับแผนพัฒนาการอุดมศึกษาของชาติ ตามมาตรฐานวิชาการ และวิชาชีพ และมีความรู้ความสามารถในสาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตรที่มีการเปลี่ยนแปลง และก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา สามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาใช้ประโยชน์เพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศชาติ เป็นที่พึ่งทางวิชาการต่อสังคม "...ยังเป็นการส่งเสริมศักยภาพทางวิชาการ และทักษะปฏิบัติด้านเกษตรของนักศึกษาสถาบันการศึกษาในสามจังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งการสร้างเครือข่าย และสร้างความรักความสามัคคีระหว่างสถาบัน นำมาซึ่งความสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนใต้..."



         ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรพันธ์ พิชญพิพัฒน์กุล คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทางคณะฯ กำลังเปิดรับนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2563 เพื่อเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมให้เยาวชนในท้องถิ่นได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา "...ที่สำคัญเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และ ศอ.บต. ในการผลิตบัณฑิตเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer ให้เป็นกำลังสำคัญแก้ปัญหาสังคมและปัญหาเศรษฐกิจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้..."

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563

แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นอัญมณีแห่งเมืองเทพา สงขลา

         เริ่มกันตั้งแต่ช่วงเช้า ขอนำทุกท่านไปชมทะเลหมอกกันก่อนนะคะ ทะเลหมอกควนเจดีย์ที่ปกคลุมด้วยป่า สามารถมองเห็นเมืองเทพาได้แบบ 360 องศา เชื่อมต่อด้วยเมืองถึง 3 เมืองด้วยกัน คือ เมืองเทพา สะบ้าย้อย และนาทวี ถือว่าเป็นความสวยงามบนยอดชมวิวควนเจดีย์ ตั้งอยู่ที่ หมู่ 6 บ้านควนเจดีย์ ตำบลลำไพล อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา สภาพโดยรอบเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งบนยอดควนเป็นที่ตั้งของเจดีย์ทอง รองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสักการะบูชา อีกทั้งเส้นทางขึ้นยอดควนเจดีย์ลาดด้วยถนนคอนกรีตเรียบร้อย เพื่อความสะดวกสบายของประชาชน และนักท่องเที่ยวอีกด้วยค่ะ



         ลงจากควนเจดีย์ พาทุกท่านไปทานอาหารเช้ากันที่สถานีรถไฟกับข้าวแกงแสนอร่อยที่เล่าขานกันมายาวนาน คือ ข้าวแกงเขียวหวานไก่ทอดถอดเสื้อที่ไม่ติดหนังในกระทงใบตอง พร้อมเสิร์ฟเข้าปาก ด้วยรสชาติกลมกล่อมอร่อยตั้งแต่คำแรกที่ชิม เมื่อมีโอกาสเที่ยวเทพาสิ่งที่ไม่ควรพลาด คือ ต้องแวะไปหาของกินอร่อยๆ ที่สถานีรถไฟเทพา ซึ่งสถานีเทพา ตั้งอยู่ใต้ร่มเงาจามจุรีต้นใหญ่ ชาวไทยพุทธ ไทยมุสลิม เปิดร้านขายของเคียงข้างเรียงรายกัน ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามสำหรับที่นี่สถานีรถไฟเทพายังคงความคลาสสิคสวยงาม
  


        บ่อน้ำร้อนธารน้ำเย็นควนหมาก เทพาไปฟินกันต่อด้วยการไปนั่งแช่เท้า ท่ามกลางธรรมชาติ ฟังเสียงนกร้องเพลงในป่ายาง ที่ "บ่อน้ำร้อนธารน้ำเย็น ควนหมาก" เป็นสถานที่ส่วนบุคคล (สวนยาง) ตั้งอยู่ที่บ้านควนหมากตำบลวังใหญ่ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา มีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ น้ำไม่ร้อนเกินไป ที่น่ามาแช่เท้าผ่อนคลายความเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดี มีเสียงนกร้องคลอเบาๆเสียงจักจั่น ดังหน่อยๆ บอกเลยว่า นี่มันสปาธรรมชาติชั้นดีนั่นเอง



         นายมูซอ สิเดะ ชาวบ้านหมู่บ้านลำลอง อำเภอนาทวี เล่าให้ฟังว่าบ่อน้ำร้อนแห่งนี้มีมานานแล้ว ส่วนใหญ่ชาวบ้านละเเวกนี้ชอบไปแช่ตัวกันตีห้าช่วงเช้า และช่วงเย็นๆ ยิ่งช่วงเทศกาล ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะคึกคักเป็นพิเศษ อีกทั้งบ่อน้ำร้อนแห่งนี้ ยังมีศาลเจ้าเพื่อให้พี่น้องชาวไทยพุทธมาเวียนไหว้บูชา มีพี่น้องประชาชนที่เชื่อในสิ่งนี้ก็ต่างแห่ไปขอหวยขอพรมากมาย




         เมื่อเล่นน้ำกันเสร็จ ก็เริ่มหิวพาไปกินร้านหนำวังยาวฟาร์มเมล่อน ที่ไม่ใช่แค่ฟาร์มแต่เป็นร้านอาหารนั่งชิวที่มีทั้งร้านกาแฟ และของกินเล่น ท่ามกลางบรรยากาศที่ล้อมรอบไปกับธรรมชาติ เสพบรรยากาศดี ๆ จากธรรมชาติ และยังมีมุมถ่ายรูป คาเฟ่สวย ๆ ให้ทุกท่านแวะพักอีกด้วยที่นี่คือ หนำวังยาวฟาร์ม เมล่อน & ผักปลอดสารพิษ อยู่ในพื้นที่ ต.วังใหญ่ อ.เทพา จ.สงขลา ซึ่งเป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ที่อยากให้ทุก ๆ คนได้รู้จัก คาเฟ่สวย ๆ กลางป่าธรรมชาติ รับรองได้เลยว่าใครที่มาที่นี่ จะต้องได้รูปเก๋ ๆ กลับไปอย่างแน่นอนค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563

ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ชุมชนบ้านท่าอ้อย อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล

          จากกระแสการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ไปทั่วโลก จนหน้ากากอนามัยขาดแคลน​ หลายคนเริ่มรณรงค์ให้หันมาใช้หน้ากากที่ผลิตจากผ้า โดยชุมชนเริ่มผลิตหน้ากากผ้าแจกจ่ายพร้อมด้วยลวดลายสีสันสวยงาม แต่ถ้าอยากได้ผ้าที่มีผืนเดียวในโลก ลวดลายที่มาจากจิตนาการ และทำมันด้วยมือก็น่าสนใจ



           ชุมชนบ้านท่าอ้อย อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ชุมชนเล็ก ๆ ที่มีการทำผ้ามัดย้อม โดยหลังจากที่เครือข่ายอุทยานธรณีสตูลเข้ามา ทำให้ชาวบ้านในชุมชนท่าอ้อยเองอยากสร้างกิจกรรม อยากมีส่วนร่วมในเรื่องราวของทางอุทยานธรณี ได้เริ่มมีการเรียนรู้เรื่องราวของทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ก่อให้เกิดประโยชน์ให้ได้มากที่สุด จนได้เจอเรื่องราวของการทำผ้ามัดย้อม โดยได้มีการศึกษาต้นแบบจากกลุ่มผ้ามัดย้อม ปันหยาบาติก ในเรื่องของการใช้สีจากธรรมชาติ โดยกลุ่มปันหยาบาติกจะเด่นในเรื่องของการใช้สีจากดิน แต่ทางกลุ่มชุมชนบ้านท่าอ้อยมีทรัพยากรเป็นป่าชายเลนส่วนใหญ่ จึงนำเอาวัสดุที่ได้จากป่าชายเลนมาทำสี



         ซึ่งหลัก ๆ จะใช้ในส่วนของ​ต้นตะบูน เนื่องจากต้นตะบูนจะมีผล ผลของต้นตะบูนจะมียางสีขาว โดยยางสีขาวนั้นเมื่อทำปฏิกิริยาทางเคมีจะเปลี่ยนยางเป็นสีน้ำตาล สามารถนำไปย้อมสีผ้าได้ด้วยลวดลายตามแต่จิตนาการ ด้วยขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยากอะไรด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1.เลือกลาย , 2.มัดผ้า , 3.จุ่มสี , 4.ลงน้ำด่าง และ 5.นำผึ่งแดด ก็จะได้ผลงานที่มีหนึ่งเดียวในโลก แม้แต่คนที่ทำลายเดียวกันกับเรา เมื่อผลงานออกมาก็จะมีความแตกต่างกันไม่มากก็น้อย




          เพื่อให้มีการเชื่อมโยงกับอุทยานธรณีสตูล ปัจจุบันกลุ่มผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ บ้านท่าอ้อย ได้สร้างลายให้เป็นรูปต่าง ๆ เช่น แมงดาทะเลดึกดำบรรพ์ หอยทะเลดึกดำบรรพ์ ปลาหมึกทะเลดึกดำบรรพ์ เป็นต้น สำหรับหน่วยงาน ประชาชน และนักเรียนที่สนใจสร้างจินตนาการ สร้างชิ้นงานหนึ่งเดียวในโลก ด้วยผ้ามัดย้อม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ชุมชนบ้านท่าอ้อย อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ติดต่อ. 08 3168 2434 นายราเฉด แดงงาม ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวท่าอ้อยเทศบาลตำบลทุ่งหว้า

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563

"ปูโล๊ะกำปงนิบง" ข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมืองยะลา จากรุ่นสู่รุ่น การันตีรสชาติ ความอร่อย

          ชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ได้มารวมกลุ่ม นำแกละ เก็บเกี่ยวข้าวพันธุ์พื้นเมือง "ปูโล๊ะกำปงนิบง" ในแปลงนาของนางวาเน๊าะ ดามาลี หลังผลผลิตข้าวสุกเหลืองอร่ามอย่างสวยงาม เต็มท้องทุ่งนา เพื่อเตรียมอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมือง "ปูโล๊ะกำปงนิบง" ให้คงอยู่สืบทอดต่อไป โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองยะลา โดยเกษตรตำบลบุดี ให้การสนับสนุน ส่งเสริม และฟื้นฟูให้ชาวบ้านได้ร่วมกันอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองนี้ไว้ เพื่อไม่ให้สูญหายไปจากพื้นที่ สำหรับข้าวพื้นเมือง "ปูโล๊ะกำปงนิบง" จะมีลักษณะเด่นเป็นทั้งข้าวเหนียว และข้าวจ้าว รสชาติอร่อย มีความนุ่ม มัน หวาน หอม ยิ่งถ้าได้รับประทานคู่กับมะพร้าวสด ปลาเค็ม ก็จะเพิ่มรสชาติความอร่อยมากยิ่งขึ้น ซึ่งชาวบ้านที่ได้รับประทานต่างก็การันตี รสชาติ ความอร่อย



          นายอับดุลรอนิง ยะมะวะ ประธานกลุ่มข้าวกล้องตำบลบุดี บอกว่า ข้าวพันธุ์นี้เป็นข้าวเหนียว ได้ปลูกมานานแล้วตั้งแต่สมัยปู่ย่า ตายาย และก็ไม่รู้ว่าชื่อพันธุ์อะไร จะเรียกชื่อเป็น "ปูโล๊ะกำปงนิบง" ซึ่งเป็นชื่อตามพื้นที่ปลูกของหมู่บ้าน ตอนนี้เหลือคนปลูกไม่มาก ส่วนใหญ่ชาวบ้านก็จะปลูกข้าวจ้าว พันธุ์หอมมือลอ และพันธุ์พื้นเมืองอื่น ๆ ก็อยากที่จะส่งเสริม อนุรักษ์ ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ให้ชาวบ้านได้ปลูกกันมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ และจะได้เป็นที่รู้จักว่า พื้นที่ตำบลบุดี นอกจากการปลูกข้าวจ้าวพันธุ์พื้นเมืองแล้ว ยังมีการปลูกข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมือง ด้วย



          สำหรับการรวมกลุ่มอนุรักษ์ข้าวพันธุ์พื้นเมือง "ปูโล๊ะกำปงนิบงนี้ ก็ได้รับการสนับสนุนจากเกษตรตำบลบุดี ในปีนี้เป็นปีแรก ที่จะเริ่มเก็บพันธุ์ข้าวเหนียวนี้ไว้ เพื่อจะได้แจกกจ่ายให้ชาวบ้าน ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มข้าวกล้อง หมู่ที่ 9 นำไปปลูกในพื้นที่นาของตนเอง ด้าน นางวาเน๊าะ ดามาลี เจ้าของแปลง บอกว่า ข้าวเหนียวพันธุ์นี้ปลูกมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เป็น 100 ปี แล้ว แต่ไม่รู้ว่าชื่อพันธุ์อะไร และได้สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น มาจนถึงปัจจุบัน ปลูกไว้ไม่มากเพียง 1 งานเท่านั้น ตนเองก็อยากอนุรักษ์ไว้ให้กับลูกหลานต่อไป เพื่อไม่ให้สูญหาย ขณะ นายดอเล๊าะ บุยะลา สมาชิกกลุ่มข้าวกล้อง บอกว่า สำหรับการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองนี้ ได้รับการส่งเสริม สนับสนุนจากเกษตรตำบล เข้ามาช่วยฟื้นฟู ทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจมาก ที่จะร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู พันธุ์ข้าวนี้ไว้



          นายวิทยา สายกี่เส้ง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรอำเภอเมืองยะลา เกษตรตำบลบุดี กล่าวว่า สำหรับข้าวเหนียวพื้นเมือง "ปูโล๊ะกำปงนิบง" นี้ ชาวบ้านได้ปลูกกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่า ตายาย โดยจะปลูกไว้ใกล้กันกับข้าวจ้าว เมื่อข้าวจ้าว ข้าวเหนียวปลูกใกล้กัน ก็เกิดการผสมพันธุ์กัน เวลาข้าวสุกนำมารับประทาน ก็จะเหมือนกับได้ทานข้าวเหนียวด้วย ข้าวจ้าวด้วย ซึ่งก็เป็นข้อเสียทำให้ข้าวกลายพันธุ์ ขณะเดียวกัน ก็เป็นข้อดีที่จะมีพันธุ์ข้าว พันธุ์ใหม่ ขึ้นมา ซึ่งทางสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองยะลา ก็จะได้เข้ามาช่วยพัฒนา ฟื้นฟู อนุรักษ์พันธุ์ข้าวเหนียวของตำบลบุดี ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยยังคงวิถีชีวิตของชาวบ้านไว้ดังเดิม และจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านต่อไปในอนาคต ซึ่งตอนนี้ประชาชนเริ่มรู้จักข้าวพื้นเมือง หอมมือลอ เลือดปลาไหล ฯลฯ มากขึ้น หลังจากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองยะลา ได้เข้ามาอนุรักษ์ ส่งเสริม ข้าวพันธุ์พื้นเมืองในตำบลบุดี