วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

'สาสุข'จับมือภาคเครือข่ายสุขภาพ ดูแลประชาชน “กลับบ้านปลอดภัย ใส่ใจเพื่อนร่วมทาง ปีใหม่ 2560



กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับภาคีเครือข่าย เตรียมพร้อมระบบบริการการแพทย์และสาธารณสุข พร้อมดูแลประชาชนเดินทางกลับบ้านฉลองช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2560 อย่างปลอดภัย กำชับโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศเตรียมพร้อมบุคลากรกว่า 100,000 คน รถพยาบาลฉุกเฉินเกือบ 5,000 คันพร้อมให้บริการ ตลอด 24 ชั่วโมง แจ้งขอความช่วยเหลือโทร.1669 ขอความร่วมมือประชาชน“ปฏิบัติตามกฎ ดื่ม-ง่วงไม่ขับ ไม่ขับรถเร็ว สวมหมวกกันน็อค คาดเข็มขัดนิรภัย และใส่ใจผู้ร่วมทาง”

          วันนี้ (23 ธันวาคม 2559) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.ธวัช  สุนทราจารย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.สุเทพ วัชรปิยานันทน์  อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก  ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นพ.ชูชัย ศรชำนิ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นายนภดล สันติภากรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ร่วมกันแถลงข่าว “กลับบ้านปลอดภัย  ใส่ใจเพื่อนร่วมทาง ปีใหม่ 2560”

          นพ.ธวัชกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใย ปรารถนาให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านหรือท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย ร่วมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2559 ต้อนรับปีใหม่ 2560 กับครอบครัว ญาติมิตรอย่างมีความสุข ได้ร่วมกับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุ ลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวทุกปี ซึ่งมีการเดินทางใช้รถใช้ถนนมากขึ้น ส่งผลให้มีแนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าปกติถึง 2 เท่า สาเหตุหลักมาจากการขับรถเร็ว การดื่มแล้วขับ การง่วง/หลับใน รวมทั้งปัจจัยที่ทำให้บาดเจ็บรุนแรงคือการไม่สวมหมวกนิรภัยและไม่คาดใช้เข็มขัดนิรภัย 

          กระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เป็นจุดประสานงานและติดตามข้อมูลช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งด้านความพร้อมการจัดระบบบริการ และการป้องกันการบาดเจ็บ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยประสานความร่วมมือโรงพยาบาลในสังกัดอื่นๆ เช่น กระทรวงกลาโหม ทบวงมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศกว่า 1,500 แห่ง เตรียมพร้อมหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน ศูนย์รับแจ้งเหตุ ระบบการดูแลรักษาในโรงพยาบาล และการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล ประชาชนแจ้งขอความช่วยเหลือที่หมายเลข 1669 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง 

          “ขอให้ประชาชนเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง  ควรเผื่อเวลาเดินทางเพื่อไม่ต้องเร่งรีบ จากปัญหารถติด ซึ่งใช้เวลาเดินทางมากกว่าปกติถึงสองเท่า ปฏิบัติตามกฎจราจร ไม่ขับรถเร็ว ไม่ดื่มก่อน/ขณะขับขี่ รวมทั้งใช้อุปกรณ์ป้องกัน สวมหมวกกันน็อค คาดเข็มนิรภัย และขอให้ใส่ใจผู้ร่วมทาง โดยสังเกตคนขับรถหากพบว่าง่วงหรือเหนื่อยให้หยุดพัก เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารคันเดียวกันและผู้ใช้รถใช้ถนนอื่นๆ” นพ.ธวัชกล่าว


          ด้านนพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้กำชับให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป  ดำเนินการ 3 มาตรการหลัก ดังนี้ 1.ด้านระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ให้โรงพยาบาลทุกแห่งเตรียมพร้อมศูนย์สื่อสารรับแจ้งเหตุ หน่วยปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินทุกระดับ ขณะนี้มีรถพยาบาลฉุกเฉินพร้อมเครื่องมือแพทย์ 4,915 คัน ถึงที่เกิดเหตุภายใน 10 นาทีหลังรับแจ้ง รวมทั้งให้จัดหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินประจำบนเส้นทางถนนสายหลัก ที่มีจุดตรวจ/จุดบริการ อยู่ห่างกันมาก เพื่อให้การช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บให้รอดชีวิต และปลอดภัยมากที่สุด

          2.ด้านการรักษาพยาบาล ได้เตรียมบุคลากรกว่า 100,000  คน อาทิ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สนับสนุนประจำห้องฉุกเฉินและหอผู้ป่วย ศัลยแพทย์ทุกสาขาประมาณ 1,500 คน พร้อมบริการตลอด  24 ชั่วโมง สำรองคลังเลือดทุกหมู่ อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ยา และสำรองเตียงเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 มีศูนย์ประสานการส่งต่อผู้ป่วยที่มีอาการหนักมากกว่า 90 แห่ง และประสานความร่วมมือกับเครือข่ายเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ชั้นสูง เช่น เครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ และเครื่องตรวจอวัยวะด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อช่วยให้แพทย์ตรวจวินิจฉัย ค้นหาความผิดปกติและรักษาได้รวดเร็วที่สุด และ3.ด้านการป้องกัน มอบให้เจ้าหน้าที่และอสม.ร่วมตั้งด่านชุมชนในพื้นที่ สกัดกั้นกลุ่มเสี่ยงเช่น เด็กขับขี่รถจักรยานยนต์ คนที่ดื่มแล้วขับ ไม่ให้ออกจากหมู่บ้าน/ชุมชน พร้อมตรวจเตือน/ประชาสัมพันธ์ และบังคับใช้กฎหมายตามพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดสถานที่หรือบริเวณห้ามขายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทาง พ.ศ.2555 อย่างเคร่งครัด

          ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 ที่ผ่านมา แนวโน้มการเสียชีวิตและความรุนแรงเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 พบผู้เสียชีวิต 380 คน เสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุสูงถึงร้อยละ 56 สาเหตุหลักมาจากการขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด มีการดื่มแล้วขับ โดยเฉพาะในวันที่ 31 ธันวาคม และ 1 มกราคมที่มีการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่  อุบัติเหตุจากสาเหตุดื่มแล้วขับจะสูงถึงร้อยละ 40  ความเสี่ยงสำคัญที่ทำให้การบาดเจ็บรุนแรงมากขึ้นคือ การง่วง/หลับใน เพราะไม่มีการชะลอความเร็ว พบร้อยละ 7.3 ซึ่งส่วนใหญ่เกิดบนถนนใน อบต.และหมู่บ้าน ผู้บาดเจ็บเป็นกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน มีการดื่มสุราก่อนการขับขี่ และขับขี่รถจักรยานยนต์ 

          ด้านดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนมาตั้งแต่ปี 2546 ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 นี้ ได้จัดแคมเปญรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนภายใต้ชื่อ “กลับบ้านปลอดภัย” พัฒนาคลิปวิดีโอเน้นรณรงค์ผ่านสื่อออนไลน์ ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตจริงของผู้สูญเสียคนที่รักจากอุบัติเหตุทางถนน โดยเปลี่ยนความโศกเศร้ามาเป็น “พลัง” ส่งต่อความห่วงใยไปยังคนรอบข้าง ในเรื่องการขับขี่ปลอดภัย ช่วยเหลือชีวิตผู้อื่นให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางถนน ด้วยการส่งข้อความ ความห่วงใยผ่านโลกโซเชียล เพื่อร่วมรณรงค์สร้างจิตสำนึกและทัศนคติการขับขี่ปลอดภัย 


          “ปัญหาการดื่มแล้วขับ ขับเร็ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน โดยช่วงเทศกาลปีใหม่2559 ที่ผ่านมา มีถึง 73 ครอบครัวที่สูญเสียคนที่รักจากคนที่ดื่มแล้วขับ มีคนเดินถนนถูกชนเสียชีวิต 34 คนหรือคิดเป็น ร้อยละ 9 ของผู้เสียชีวิตในเทศกาลปีใหม่ ซึ่งหากขับรถชนคนเดินถนนด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. ผู้ถูกชนมีโอกาสเสียชีวิตถึงร้อยละ 85 รวมถึงการใช้สมาร์ทโฟนขณะขับขี่ ถ้าขับรถด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. เพียงละสายตามองหน้าจอมือถือ2 วินาที หากเกิดการชนจะมีแรงปะทะเทียบเท่าการตกตึก 13 ชั้น ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจหาสิ่งใดมาทดแทนได้ จึงขอให้ผู้เดินทางหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนให้เกิดขึ้นในสังคมไทย” ดร.สุปรีดากล่าว

          ด้านนพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรค เน้นการทำงานเชิงรุก ร่วมกับสำนักงานควบคุมโรค และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ออกตรวจเตือน/ประชาสัมพันธ์และบังคับใช้กฎหมายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ก่อนเทศกาล และในช่วงเทศกาลเข้มข้นการบังคับใช้กฎหมายทั่วประเทศ โดยเฉพาะการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ต้องห้าม คือสถานที่ราชการ ปั๊มน้ำมัน สวนสาธารณะ รวมทั้งการขายให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี จัดทีมเจ้าหน้าที่ให้ทำการสุ่มตรวจการกระทำผิดกฎหมาย มีทีมจากสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกตรวจเตือนสถานประกอบการ ร้านค้าตลอดช่วงเทศกาล นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ไม่จัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับสินค้าอื่นในกระเช้าปีใหม่ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี รวมทั้งส่งเสริมให้มีกิจกรรม“สวดมนต์ข้ามปี” ส่งผลให้ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาล  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลอง จัดงาน count down ตามสถานที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก  


          ด้านนายแพทย์สุเทพ วัชรปิยานันทน์ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ขอแนะนำให้ใช้ยาหอมอินทรจักร์ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายสดชื่น ตื่นตัว คลายจากอาการง่วงนอน และใช้ลูกอมสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวเช่น รสบ๊วย รสมะนาว หรือผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะม่วง ส้มเขียวหวาน นอกจากนี้ สามารถใช้การกดจุดบริเวณใบหน้าคลายง่วงด้วยตัวเองตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน 5 จุด คือ บริเวณร่องระหว่างจมูกกับปาก ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง จุดระหว่างคิ้ว จุดห่างจากหางตา 2 ซม.กับหางคิ้ว จุดบริเวณท้ายทอย และจุดกึ่งกลางระหว่างหัวไหล่ โดยกดแรงพอทนได้ ค้างไว้ 30 วินาทีแล้วคลายออก ประมาณ 5-10 รอบต่อจุด ทั้งนี้ ในหญิงตั้งครรภ์ห้ามกดจุดกึ่งกลางระหว่างหัวไหล่ จะทำให้มดลูกบีบรัดตัว อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ส่วนยาสมุนไพรที่ควรมีติดตัวติดรถได้แก่ ยาขมิ้นชัน แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย แก้ท้องเสีย ยารางจืด ถอนพิษไข้ แก้แพ้อาหาร และแพ้แมลงสัตว์กัดต่อย ยาดมสมุนไพร แก้วิงเวียนศีรษะยาหม่อง ยานวด หรือน้ำมันนวด บรรเทาอาการปวดเมื่อย และคาลาไมน์พญายอ แก้ผดผื่นคัน ผื่นแพ้ผิวหนัง เป็นต้น 


ขอบคุณ http://mueangyaladistricthealthoffiice.blogspot.com/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น