วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ตามรอยพ่อ ผ่านรอยภาพ ไปเก็บซับให้ซาบซึ้งกับสิ่งซึ่งพ่อสร้าง ใน “ที่ที่พ่อไป”

         สุดยอดความคิดสร้างสรรค์ ที่นำมาซึ่งความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพ่อหลวง ร.9 โดย เจมส์ - อภิสิทธิ์ผู้เดินทางไปยัง ที่ที่พ่อไปแล้วใช้เทคนิคภาพซ้อนทับ บอกเล่าวันวานที่ส่งผลลัพธ์สุดมหัศจรรย์มาจนวันนี้ และวันต่อๆ ไป


         สำหรับพสกนิกรชาวไทย คงประจักษ์แก่ใจและรับรู้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้น เคยทรงเสด็จไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และทุกๆ การเสด็จ ล้วนนำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุข ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น เป็นที่ซาบซึ้งและสัมผัสได้ผ่านหัวใจคนไทยทุกดวง
เฉกเช่น เจมส์ - อภิสิทธิ์ ศุภกิจเจริญช่างภาพสมัครเล่น และอาจารย์พิเศษ ผู้ใช้ภาพถ่ายสถานที่ที่ในหลวง ร.9 เคยเสด็จไป แล้วติดตามไปยังที่แห่งนั้น และถ่ายภาพปัจจุบันเพื่อเทียบเคียงกับภาพในอดีต และนี่ก็คือความมหัศจรรย์ที่เขาได้ค้นพบในโปรเจกต์ที่เขาใช้ชื่อว่า ที่ที่พ่อไป”...


อยากให้คุณช่วยเล่าถึงจุดเริ่มของโปรเจกต์นี้หน่อยครับเริ่มมาจากการที่เราอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเผยแพร่สิ่งที่ในหลวง ร.9 ทรงเคยทำในอดีต ซึ่งตอนนั้นยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร แต่มีความรู้สึกว่าอยากไปในที่ที่พระองค์ท่านเคยไป อยากไปเห็นว่าสิ่งที่พระองค์ทำไปแล้ว ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็เคยไปศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี เราก็ขับรถไปคนเดียว ก็ขับรถวนเข้าไปดูข้างใน เราก็ได้ไปเห็นเรื่องที่ทำเกี่ยวกับหญ้าแฝก ที่ปลูกแล้วช่วยให้ดินชุ่มชื้นขึ้น เราไปเห็นแล้วก็อยากเรียนรู้เพิ่มเติม ก็เริ่มได้ความคิดว่าอยากจะทำอะไรประมาณนี้
จนกระทั่งมาถึงวันที่พระองค์เสด็จสวรรคต ก็ทำให้ความรู้สึกอยากทำมากขึ้นไปอีก พอดีเราได้เห็นภาพที่พระองค์ทรงปลูกต้นยูงทองในแฟนเพจของ ม.ธรรมศาสตร์ ทำให้เรานึกถึงไอเดียการถ่ายภาพ Dear Photograph ที่เอาภาพอดีตไปซ้อนกับภาพในปัจจุบัน เราเลยรู้สึกว่า ลองเอาเทคนิคนี้มาใช้ดีกว่า เราก็ไปดูที่ที่ในหลวงเคยเสด็จไป พอทำเสร็จ เราก็เอามาให้เพื่อนๆ ดู ซึ่งความตั้งใจแรกก็มีอยู่แค่นั้นว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงไปยังไง หลังจากนั้นเราก็คิดว่าจะสามารถไปหาที่ไหนได้อีก ในบริเวณใกล้ๆ
จนได้เจอภาพตอนที่พระองค์ท่านเสด็จไปทุ่งมะขามหย่อง ที่อยุธยา แล้วก็เสด็จหลายครั้ง เราก็ไปค้นดูว่ามีรูปอะไรบ้าง ก็ได้มา 3 - 4 รูป วันนั้นก็เลยไปที่ทั้ง ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต และขับรถเลยไปถึงอยุธยา เราก็ไปซ้อนภาพมา ซึ่งที่แรกก็ง่ายหน่อย เพราะต้นไม้กับตึกยังเหมือนเดิม แต่ที่ๆ ยากคือที่อยุธยา มีภาพที่พระองค์ท่านทรงอยู่ในพลับพลาที่ประทับพร้อมกับสมเด็จพระราชินีและสมเด็จพระเทพฯ แต่ว่าภาพที่ยากคือจะมีภาพหนึ่งที่พระองค์ทรงไปเปิดประตูระบายน้ำ ซึ่งช่วงที่เราไปถึง สภาพรอบข้างมันเปลี่ยนไปจากในรูปหมดแล้ว ไม่คิดว่ามันใช่ แต่มันก็ใช่


เจอสถานการณ์แบบนั้น เราแก้ปัญหาอย่างไร
วันแรกที่ไปถ่ายคือวันที่ 24 ตุลาคม ปีที่แล้ว แล้ก็เอารูปมาโพสในวันต่อมา ก็โพสเล่นๆ นี่แหละ แล้วก็หาข้อมูลมาประกอบด้วยว่าว่าพระองค์ท่านเสด็จเมื่อไหร่ วันไหน ไปทำอะไร ก็โพสไป จนมีรุ่นน้องมหา'ลัยมาแชร์รูปของเราต่อ แต่ตอนที่เราทำอัลบั้ม เราทำแบบให้เพื่อนเห็นเท่านั้น เราไม่ได้คิดว่าจะให้ใครดูหรอกนะ กะว่าเดินทางสนุกๆ แล้วให้แค่เพื่อนๆ ดู แต่เพื่อนๆ ก็มาขอหลายคนมากเลย แบบขอรูปไปใช้นะ เราก็...เอาไปเลยๆ ไม่มีปัญหาหรอก จนเราก็เริ่มลงไป 4 - 5 ภาพ ก็มีคนมาแนะนำว่า เปิดแบบเห็นโดยทั่วไปเถอะ คือจะได้แชร์ไปเลย ไม่ต้องมามัวเซฟรูป
เราก็คิดอยู่หลายวันเหมือนกันว่าจะเปิดดีมั้ย สุดท้ายก็ตัดสินใจเปิด พอเปิดไปได้ 2-3 วัน ตอนแรกก็ประมาณ 10 กว่า แต่พอผ่านไป 3 วัน มันก็กลายเป็นร้อยแชร์ จนกระทั่งกลายเป็นหมื่นแชร์ หลังจากนั้นก็มีคนมาขอสัมภาษณ์อยากให้เล่าให้ฟัง จนไปถึง 50,000 แชร์ ซึ่งมันก็มีภาพเซ็ทแรกๆ ที่อยู่ในอัลบั้มส่วนตัว ตอนที่ยังไม่ได้เป็นเพจ หลังจากวันนั้น เราก็หารูป หาเรื่องราว เดินทางไปในที่ต่างๆ เรียบเรียงข้อมูล และโพส ก็ใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดยาว ก็ทำมาเรื่อยๆ จนตอนนี้โพสรูปที่ 90 แล้ว


แน่นอนว่า พอจะทำโปรเจกต์นี้แล้ว มีการวางแผนพอสมควร อยากให้ช่วยเล่าในส่วนนี้หน่อยครับ
ก่อนอื่นต้องเตรียมข้อมูลให้ได้ก่อน ทั้งรูปภาพ สำคัญมากเลยว่าภาพนี้อยู่ที่ไหนก่อน แล้วสิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ มันอยู่ที่พิกัดไหน จุดที่ไม่เกิน 2-3 ตารางเมตรหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของวันเวลาที่ภาพนี้ถูกถ่าย หรือถ้ามีข้อมูลที่เราพอจะหาได้บ้าง หรืออาจจะเป็นการติดต่อหน่วยงานนั้นไปเลย เพราะว่าเราจะเน้นในส่วนของโครงการพระราชดำริก่อน หรือโครงการใหญ่ๆ ของพระองค์ ซึ่งถ้าเป็นโครงการในพระราชดำริทั้งหลาย เราก็พยายามที่จะติดต่อหน่วยงานนั้นๆ
อย่างเช่นที่ห้วยทราย ดอยอินทนนท์ ก็จะพยายามติดต่อเพื่อให้เขาพาไป ซึ่งพอมีการประสานงานกัน เขาก็ยินดี หลายๆ ที่ก็นัดเจอ และพาไปชี้จุดว่าภาพนี้จะอยู่ประมาณตรงนี้ เราก็ถ่ายรูปไป พอถ่ายรูปเสร็จ เราก็กลับมาเรียบเรียงข้อมูล ตอนไปถ่าย เราก็พยายามที่จะให้ภาพที่เราไปถ่าย มีรู้สึกว่ามีความเป็นภาพเดียวกัน ระหว่างภาพอดีตกับปัจจุบัน การทำภาพแบบนี้ เราต้องไปซ้อนภาพอดีตกับปัจจุบันให้มันแนบกันที่สุด


ฟังว่า นอกจากประเทศไทย คุณยังไปถ่ายและทำภาพลักษณะนี้ที่ต่างประเทศด้วย
สำหรับประเทศไทย เราไปมา 17 จังหวัด ส่วนต่างประเทศ ไปมา 2 ประเทศ คือญี่ปุ่น ไป 2 รอบ และมาเลเซีย สำหรับญี่ปุ่น เมื่อปี 2506 พระองค์ท่านเสด็จไปพร้อมกับสมเด็จพระราชินี พระองค์ท่านไปทั้งกรุงโตเกียวและเมืองเกียวโต คือเราก็มีความตั้งใจที่จะไปที่นั่นอยู่แล้ว คือไปเที่ยวตามปกติ แต่พอทำโปรเจกต์นี้ เราก็เลยนำภาพของในหลวงไปด้วย เราเจอภาพที่พระองค์ท่านเสด็จไปในสวนพร้อมกับพระราชินี เราก็หาข้อมูล
แล้วโชคดีมากที่มีรุ่นน้องทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ เราก็เลยขอเขาว่า ช่วยติดต่อสถานทูตไทยที่นั่นหน่อย ว่าอยากจะไปถ่ายรูปตามรอยที่สวนแห่งนี้ รุ่นน้องก็ช่วยจัดการให้ นัดแนะวันกันเรียบร้อย พอวันเดินทางไปถึง เราก็โชคดีมากที่ท่านทูตเข้าใจจุดประสงค์ของเรา ท่านทูตก็พาเข้าไปเดินดู พาไปเดินเล็งมุมของภาพว่าอยู่ตรงไหน จนเราได้ภาพกลับมา นั่นคือที่โตเกียว ส่วนที่เกียวโต พระองค์ก็เสด็จไปที่วัดต่างๆ เราก็ไปตามรอยที่ๆ ท่านเสด็จ
ส่วนที่มาเลเซีย เราก็หาข้อมูล จนพบว่า พระองค์ก็เคยเสด็จมาที่นี่เหมือนกัน เราก็โอเค หารูปไปทำ จนเราพบว่า พระองค์เสด็จไปที่วัดไทยเกือบทั้งประเทศเลยนะ หลังจากนั้นก็จะมีภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่นั่นว่าพระองค์เสด็จไปที่วัดไทยเชตะวัน ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ แล้วมีภาพ 2-3 ภาพ เราก็คิดว่าโอเคแหละ เป็นภาพนี้ ก็ปริ๊นต์รูปจากที่ไทยไปแล้วไปถ่ายที่นั่น
พอไปถึงที่วัด ปรากฏว่าภาพที่เราเตรียมมา มันเป็นวัดไทยที่ปีนัง เราก็เลยไปถามเจ้าอาวาสวัดที่นั่น หลวงพ่อก็บอกว่าเป็นภาพที่วัดที่ปีนัง เราจึงขอรบกวนหลวงพ่ออีกครั้งว่า พอจะมีภาพของที่นี่หรือเปล่า ท่านก็ไปหามาจากหนังสือให้ ในที่สุดเราก็ได้ภาพมาจากหนังสือเล่มนั้น เราก็ถ่ายภาพจากมือถือ แล้วไปปริ๊นท์ให้เป็นขนาด 4 X 6 แล้วก็กลับมาถ่ายใหม่ ก็เป็นภาพที่พระองค์ท่านกำลังถวายสังฆทานให้กับพระในอุโบสถที่วัดแห่งนั้น


คิดว่า การตามรอยเสด็จของพระองค์ท่าน ให้อะไรยังไงแก่เราบ้าง
มากเลยล่ะครับ ก่อนหน้านี้ เราก็เคยอ่านพระราชดำรัส พระบรมราโชวาทมาเหมือนกัน แต่มันไม่ลึกซึ้ง มันไม่เข้าไปอยู่ในสมองเรา เรียกว่าไม่ได้ซึมซับเต็มที่ มันไม่เหมือนกับที่เราไปพบเห็นเอง แล้วกลับมาอ่านเอง เราก็จะจินตนาการตามได้ว่า ในหลวงไปแล้วทำอะไร มันมีความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่พระองค์ทำกับพื้นที่นั้นยังไง
การที่ไปเห็นด้วยตนเอง มันเห็นชัดว่าท่านมาทำอะไรเพื่ออะไร และหลายที่ก็มีแนวคิดหลายเรื่อง อย่างเช่น ตอนช่วงที่พระองค์ท่านเสด็จไปยังภาคเหนือบ่อยๆ แล้วให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น เห็นได้เลยว่าพระองค์ท่านคิดไว้ดีแล้วว่าจะไปให้เขาเลิกปลูกฝิ่นเลยก็ไม่ได้ ฉะนั้นต้องหาพืชทดแทนให้กับเขาปลูก แล้วบอกว่าพืชทดแทนนี้ มันทำกำไรได้ดีกว่านะ เช่นไปผาหมี ก็ให้ชาวเขาปลูกกาแฟแทนปลูกฝิ่น แล้วจะได้ราคาดีกว่านะ หรือไปที่ดอยปู่หมื่นก็ไปให้ชาวเขาปลูกชาอัสสัม เพื่อที่จะบอกว่า ชาจะได้เงินมากกว่าปลูกฝิ่นนะ
พอไปดูเอง มันเกิดการเรียนรู้ ซึมซับเข้าไป ทำให้เราได้รู้ว่าพระองค์ทรงคิดอย่างรอบคอบมากว่าอะไรเหมาะสมกับตรงไหน อันนี้คือสิ่งที่เห็นได้ชัดมากเลย อย่างสถานีเกษตรหลวงที่พระองค์ท่านทรงไปสร้างไว้เยอะๆ แถวภาคเหนือ ก็คือไปเพื่อที่จะไปสร้างเป็นแปลงทดลอง พระองค์ท่านทรงไปทดลองปลูกถั่วแมคคาเดเมีย ปลูกบ๊วย และพืชชนิดอื่นๆ แล้วพอไปปลูกทดลองแล้วมันดี ก็ให้เกษตรกรมาเรียนรู้ พอเรียนรู้เสร็จ ก็ไปทำของตัวเอง หรืออย่างสตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 80 ก็มาจากสถานีเกษตรหลวงทั้งนั้น
หรืออย่างศูนย์วิจัยและพัฒนาแหลมผักเบี้ย เป็นจุดที่พระองค์ท่านทำขึ้นมาเพื่อบำบัดน้ำเสียที่มาจากเมืองเพชรบุรี ซึ่งปกติถ้าน้ำเสียออกจากเมืองไปก็จะไหลลงทะเลแล้วมันสกปรกใช่มั้ยครับ แต่พระองค์ท่านก็มาปรับเปลี่ยนโดยวิธีการธรรมชาติ ก็คือเอาน้ำมาผึ่งอากาศแล้วกลับไปมา 3-4 บ่อ แล้วปล่อยลงสู่บ่อชายเลน พอลงทะเลก็กลายเป็นน้ำสะอาด คือเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นวิธีที่ง่ายมากเลย แล้วมันก็เหมาะกับพื้นที่ด้วย มันก็กลับมาทำให้เราได้คิดด้วยว่า เวลาที่เราคิดจะทำอะไร เราก็ควรจะมองบริบทกว้างๆ เพื่อดูที่อะไรก็ได้ที่มันง่ายและมันเหมาะสมกับพื้นที่ แล้วนำมาใช้กับชีวิตเราได้ อย่างนี้ครับ


คุณคิดว่าภาพไหนคือความเป็นที่สุดสำหรับตนเองครับ
(นิ่งคิด) ถ้าเป็นภาพที่ให้ความรู้กับเราที่สุดนะ จะเป็นภาพที่ในหลวงทรงเจิมก้อนหินที่หาดเตยงาม จังหวัดชลบุรี ซึ่งภาพนั้นให้แง่คิดที่มากที่สุดภาพหนึ่งเลย เพราะตอนที่เราไปถ่าย ก็ไม่ได้ค้นข้อมูลแบบละเอียดนะ แต่ว่าพอเรามาค้นข้อมูลถึงพระราชดำรัสหนึ่งที่ตรัสว่า เวลาที่เราแล่นเรือใบ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องคิดเองทำเอง เวลาที่เราแล่นเรือใบ จะไม่มีใครมาช่วยเราได้ แล้วเวลาที่เราแล่นเรือว่าเราจะแล่นอย่างไรให้ถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย เราก็ต้องคิดเองทำเอง เราต้องรู้ว่า ถ้าเกิดมีลม เราจะหันกางใบไปทางไหน ถ้าลมมันหยุด เราจะหยุดอยู่ยังไงเพื่อให้เราปลอดภัย ซึ่งพอเราได้มาอ่านแล้ว มันจริงนะ มันเป็นหลักคิดง่ายๆ เลยว่าควรจะมาปรับใช้กับชีวิตของเราทุกคนเลย คือถ้าราทำแบบนี้ได้ เราก็ไม่ต้องไปรอพึ่งพิงคนอื่น เราก็ต้องพยายามเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตัวของเราเองให้เต็มที่ที่สุด


จากการที่ไปสัมผัสกับสถานที่จริง มันส่งผลต่อตัวคุณอย่างไรบ้าง
ถ้าในเชิงกายภาพ เรารู้สึกว่าเราได้เห็นความยิ่งใหญ่ในพระมหากรุณาธิคุณ ในพระเมตตาที่ท่านทรงตรากตรำพระวรกายของพระองค์เพื่อคนไทย นี่ขนาดที่เราไปมาแค่นิดเดียวเองนะ เรายังรู้สึกได้ถึงความลำบากมาก อย่างเช่นตอนไปผาหมี พระองค์ท่านก็เสด็จไปด้วยเฮลิคอปเตอร์ หรือจะขึ้นดอยแต่ละครั้ง ชาวบ้านก็ให้ขี่ม้า ขี่ลาขึ้นไป คือเรารู้สึกว่าท่านไม่ต้องลำบากก็ได้ ไม่ต้องขับรถลุยน้ำไปก็ได้ แต่พระองค์ท่านก็ยังทำ อันนี้คือสิ่งที่เราเห็นด้วยตาของเราจริงๆ นี่คือความยิ่งใหญ่ของพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์จริงๆ
ส่วนทางด้านจิตใจหรือทางหลักคิด เราได้เห็นถึงหลักคิดหนึ่งเลย คือเรื่องของการทำประโยชน์เพื่อสังคม เรารู้สึกว่าถ้าเห็นท่านทรงงานเพื่อสังคมเป็นหลักเลย ซึ่งอันนี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เราคนไทย เริ่มจากตัวเองหรือครอบครัวเล็กๆ ก่อนก็ได้ ในการที่จะทำประโยชน์เพื่อสังคมจริงๆ คนละนิดละหน่อย คือทำตัวเองให้ดีก่อน แล้วก็ขยับมาทำอะไรเพื่อสังคม มันก็จะเป็นพลังที่ขับเคลื่อนให้สังคมเราเดินไปในทางที่ถูก และดีขึ้นแบบยั่งยืน
สำหรับโครงการนี้ คุณมีแพลนที่จะทำอย่างไรต่อไปบ้าง
ถ้าเป็นเป้าหมายจริงๆ เราอยากจะทำเป็นแอพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ที่รวบรวมจุดที่ในหลวง ร.9 เคยเสด็จไป หรือทำเป็นแอพลิเคชั่นให้คนดาวน์โหลด สมมุติว่าคนดาวน์โหลดแอพฯนี้ขึ้นมา คุณจะเห็นว่า อีก 30 กิโลเมตร จะพบกับจุดที่พระองค์เคยเสด็จนะ ก็สามารถนำทางได้เลย เราอยากจะทำแบบนี้ ให้ได้ทั่วประเทศเลย เพื่อที่จะให้คนไทยได้รู้ว่า ท่านเสด็จทุกที่ และทุกที่นั้นอยู่ตรงไหนบ้าง แม้ว่ามันอาจจะครบในจุดที่พระองค์ท่านเคยเสด็จได้ แต่ก็พยายามเพิ่มไปเรื่อยๆ ก็เป็นสิ่งที่อยากจะให้เกิดขึ้นจริงๆ ซึ่งการถ่ายรูปในลักษณะนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำไปเรื่อยๆ ก็ยังมีอีกหลายที่เช่นกัน ที่ยังไม่ได้ไปหรือไปน้อยมาก ก็จะพยายามไปให้ครบทุกจังหวัดที่พระองค์ท่านเสด็จครับ



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น