วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ชายแดนใต้ได้อะไรจากโครงการก้าว (ก้าวคนละก้าว)


#ชายแดนใต้ได้อะไรจากโครงการก้าว (ยาวหน่อยแต่ลองอ่านดูจะอิ่มเอมใจไปด้วยกัน)

#มากกว่าเงินบริจาคให้โรงพยาบาลยะลาคือความรักและสิ่งสวยงามในพื้นที่ที่สู่สาธารณะ



          การเริ่มต้นวิ่งจากใต้สุดแดนสยาม อ.เบตง จ.ยะลา ที่เป็นพื้นที่ความขัดแย้งรุนแรงถึงตาย ที่หลายคนหวาดกลัว นับเป็นความกล้าหาญ และความเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของพื้นที่นี้ยิ่งนัก หากมองถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในบางมุมที่ฉันได้เฝ้ามองมานั้น พอจะมีดังนี้




1) สังคมภายนอกเห็นความงดงามของธรรมชาติในพื้นที่ : เส้นทางหลักที่พี่ตูนวิ่ง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นวันแรก ไปยังจุดพักต่างๆ ได้ผ่านความงดงามตามธรรมชาติในพื้นที่ที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้ ยังไม่ค่อยปรากฎออกไปสู่สาธารณะมากนัก เช่น ความงามของภูเขา ทะเลหมอก แม่น้ำ หรือน้ำตก ในพื้นที่อ.เบตง อ.ธารโต อ.บันนังสตา ซึ่งการวิ่งไปไลฟ์สดไปด้วย ทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกสื่อสารออกสู่ภายนอก จนฉันสังเกตเห็นคอมเมนท์หลายต่อหายคอมเมนท์ ที่อยากมาเที่ยว มาปั่นจักรยาน หรือมาเยือนพื้นที่นี้สักครั้ง

2) สังคมภายนอกเห็นวิถีชีวิตและมีโอกาสเข้าใจวัฒนธรรมของพื้นที่นี้มากขึ้น : การวิ่งนับเป็นเครื่องมือในการพบปะผู้คน อย่างตั้งใจหรือไม่ตั้งใจฉันไม่รู้ แต่การวิ่งครั้งนี้พี่ตูนทำให้คนไทยทั้งประเทศ และผู้คนอีกหลายแห่งบนโลกใบนี้ เห็นว่าความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของพี่น้องมุสลิม พี่น้องพุทธในพื้นที่ ยังมีความเป็นอยู่ที่พึ่งพิงกัน และพวกเราก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้น่ากลัวกว่าคนซีกอื่นของประเทศ และ เราน่ารักกว่าที่หลายคนคิดนะ

3) ผู้คนจากชายแดนใต้/ปาตานีมีรอยยิ้มแห่งความสุข ที่สื่อสารให้ผู้คนในประเทศ และโลกใบนี้ : หลายคนหวาดกลัวที่จะมาเยือนชายแดนใต้ แค่บอกชื่อจังหวัดว่ามาจาก ยะลา นราธิวาส ปัตตานี ให้คนข้างนอกฟัง หลายครั้งเราก็ถูกหวาดกลัวโดยเราไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิด และหลายคนมองว่าเราคงมีทุกข์มากกว่าสุข แต่ในมุมของสิ่งที่เกิดขึ้นจากการวิ่งตลอด 5 วันที่ผ่านมา พวกเราพร้อมเป็นผู้ส่งความสุขให้สังคมนี้ ไม่ต่างจากผู้คนที่อยู่ในพื้นที่อื่น และเราเองต้องการความสุขที่ส่งจากภายนอกเข้ามาเช่นกัน



4) พวกเราเกิดปฏิสัมพันธ์กันเองภายใน ที่ลดช่องว่างทางความไม่ไว้ใจ : จากสถานการณ์ที่มีความรุนแรง มันทำให้ความสัมพันธ์ของผู้คนจางหายไปมาก หลายครั้งประชาชนก็จะหวาดระแวงเมื่ออยู่ใกล้เจ้าหน้าที่ และพี่น้องพุทธจะทักทายพี่น้องมุสลิมน้อยลง แต่สิ่งที่ฉันได้เห็นระหว่างทางของการวิ่งคือ ผู้คนในพื้นที่ต่างมีรอยยิ้ม และมีน้ำใจให้กัน ไม่แบ่งฉันแบ่งเธอ ชาวบ้านกับทหาร/เจ้าหน้าที่รัฐ พูดคุยกันได้ เหมือนเราอยู่ด้วยกันมานานแต่แค่หวาดหวั่นที่จะใกล้กัน แต่ถ้าเราขยับเข้ามาใกล้กัน มีเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ เธอกับฉันก็อยู่ร่วมกันได้ดังเดิม



5) การแบ่งปันและเป็นผู้ให้ มีมากมายอยู่ในพื้นที่นี้ : น้ำใจที่หลั่งไหลมาสู่การบริจาคให้พี่ตูนมีทุกวัน และข้อมูลที่ปรากฏคือ ยอดบริจาคริมทางที่พี่ตูนผ่านในพื้นที่ชายแดนใต้แห่งนี้คือ มียอดบริจาคประมาณวันละ 1 ล้านบาท ซึ่งสิ่งนี้เป็นตัวสะท้อนว่ามีคนในพื้นที่จำนวนมากที่พร้อมเป็นผู้แบ่งปันให้กับคนอื่น แม้เราจะอยู่ในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไม่ปกติแบบส่วนอื่นของประเทศ แต่สิ่งนี้ก็ไม่เคยทำให้เราแล้งน้ำใจเลย



          ลองนั่งทบทวนแล้วเห็นผลกระทบคร่าวๆ แบบนี้ก็อดไม่ได้ที่จะขอบคุณพี่ตูนอีกครั้ง และอยากจะบอกว่า

#อย่าไปกลัวเวลาที่ฟ้าไม่เป็นใจ อย่าไปคิดว่ามันเป็นวันสุดท้าย น้ำตาที่ไหลย่อมมีวันจางหาย หากไม่รู้จักเจ็บปวดก็คงไม่รู้ถึง #ความสุขใจ....เนื้อเพลง ฤดูที่แตกต่าง ของพี่บอย โกสิยพงษ์ ดังขึ้นในหัวใจฉัน ในวันนี้เพราะเรารู้ว่าระยะทางที่ยาวไกล อาจจะทำให้ใครหลายคนท้อ และระยะเวลาที่นาน บวกกับอุปสรรคระหว่างทาง อาจจะทำให้ใครหวาดหวั่น แต่ด้วยความมุ่งมั่นของพี่ตูนและทีมงานก้าว ที่แสดงออกมาสู่สังคม ทำให้ฉันมั่นใจว่าทุกอย่างมันจะผ่านไปได้

1 ความคิดเห็น:

  1. ขอบคุณพี่ตูนที่ทำให้รอยยิ้มย้อนกลับมา ขอบคุณพี่น้องชาวไทยมุสลิมและชาวไทยพุทธ ที่ร่วมเป็นกำลังใจให้กันและกัน.

    ตอบลบ