วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สัมผัสของดี สุขสุดใจ “ปัตตานี”ชายแดนใต้


         วัดช้างให้ แม้จะได้ยินเรื่องราวและเหตุการณ์ร้ายๆ เกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอยู่ตลอด แต่ความงดงามในความเชื่อและวิถีชีวิตของชุมชนก็ยังคงดำรงอยู่ ในเรื่องร้ายๆ ก็มักจะยังมีสิ่งดีๆ ที่ซ่อนอยู่ เหมือนใน จ.ปัตตานี ที่แม้จะผ่านเรื่องไม่ดีมามาก แต่ก็ยังมีของดีซ่อนอยู่มากมาย
          การเดินทางลงมาที่ปัตตานี วิธีที่ง่ายที่สุดคือนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินหาดใหญ่ แล้วนั่งรถต่อมาที่ปัตตานี และก่อนที่จะเข้าสู่ตัวเมืองปัตตานีนั้น ก็ต้องแวะสักการะหลวงปู่ทวด ที่ วัดช้างให้หรือ วัดราษฎร์บูรณะอ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมากว่า 300 ปีแล้ว ภายในวิหารมีรูปปั้นหลวงปู่ทวดขนาดเท่าองค์จริงประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าไปสักการะ ใกล้กับวิหารก็มีสถูป เจดีย์ มณฑป อุโบสถ และหอระฆัง


          สักการะหลวงปู่ทวด ใครที่รู้จักวัดช้างให้ ก็คงเคยได้ยินชื่อเสียงของหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด อันเป็นเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาว่า เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางไปกรุงศรีอยุธยาด้วยเรือสำเภา ลูกเรือรู้สึกกระหายน้ำมาก ท่านจึงได้แสดงเมตตาหย่อนเท้าลงไปในน้ำทะเล ปรากฏว่าน้ำทะเลบริเวณนั้นกลายเป็นน้ำจืดและสามารถดื่มกินได้ ตั้งแต่นั้นมาชื่อเสียงของท่านก็เป็นที่กล่าวถึงไปทั่ว


          ปืนใหญ่พญาตานี (จำลอง) บนสะพานศักดิ์เสนี จาก อ.โคกโพธิ์ ตรงเข้ามาสู่เขตอำเภอเมืองปัตตานี เริ่มต้นกันที่ ศาลหลักเมืองปัตตานีที่ตั้งอยู่บริเวณสนามศักดิ์เสนีย์ ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด เมื่อสักการะศาลหลักเมืองแล้ว ก็เดินชมบริเวณรอบๆ ซึ่งใกล้กันนั้นก็เป็นสะพานศักดิ์เสนีย์ ที่เชิงสะพานฝั่งหนึ่งมี หอนาฬิกาสามวัฒนธรรมที่สร้างขึ้นด้วยการผสมผสานศิลปะไทย จีน และมุสลิมเข้าไว้ด้วยกัน


          ท่าเทียบเรือประมง ริมแม่น้ำปัตตานี อีกฝั่งหนึ่งของสะพานก็มี ปืนใหญ่พญาตานี (จำลอง)ตั้งอยู่ ปืนใหญ่พญาตานีกระบอกนี้ จำลองขนาดครึ่งหนึ่งจากกระบอกจริง ส่วนกระบอกจริงนั้นปัจจุบันจัดแสดงอยู่ด้านหน้ากระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร ซึ่งจังหวัดปัตตานีก็ได้ใช้ปืนใหญ่พญาตานีมาเป็นตราประจำจังหวัดจนถึงทุกวันนี้ สะพานศักดิ์เสนีย์เป็นสะพานข้ามแม่น้ำปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดปัตตานี ริมแม่น้ำปัตตานีใกล้กับสะพานศักดิ์เสนีย์นั้นเป็นท่าเทียบเรือประมง เราจะได้เห็นเรือประมงของชาวบ้านจอดเรียงรายกันอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ


          มัสยิดกลางปัตตานี และเมื่อเข้ามาถึงเมืองปัตตานีแล้ว ก็อย่าลืมแวะมาที่ มัสยิดกลางปัตตานีซึ่งเป็นศาสนสถานและศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมในภาคใต้ที่สำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่ง มัสยิดกลางปัตตานีสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2497 และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2506 โดยมีต้นแบบมา   จากทัชมาฮาล มียอดโดมสีเขียวขนาดใหญ่กลางอาคาร และโดมขนาดเล็กลงไปล้อมรอบ 4 ด้าน ด้านข้างมีหออะซาน และมีสระน้ำเบื้องหน้าส่องสะท้อนแสงเงาของมัสยิดอย่างงดงาม



          ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว อีกหนึ่งจุดที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในเมืองปัตตานีก็คือ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวหรือ ศาลเจ้าเล่งจูเกียงที่นี่เป็นศาลเจ้าเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองปัตตานีมาแต่โบราณ ภายในประดิษฐานรูปแกะสลักของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เจ้าแม่ทับทิม และองค์พระอื่นๆ ในทุกๆ วันก็จะมีประชาชนเข้ามาสักการะขอพรองค์เจ้าแม่และองค์พระต่างๆ กันอยู่ไม่ขาดสาย ตำนานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่เล่าขานต่อกันมานั้นมีหลากหลาย แต่ที่คุ้นเคยกันที่สุดก็คือเรื่องที่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเมื่อครั้งยังอยู่ที่เมืองจีน ได้ออกมาตามหาพี่ชายที่หลบหนีการถูกใส่ร้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่ปัตตานี ด้วยความกตัญญู เจ้าแม่จึงออกติดตามหาพี่ชายเพื่อให้เดินทางกลับไปเยี่ยมมารดาที่ล้มป่วย และได้ลั่นวาจาไว้ว่า หากพี่ชายไม่ยอมกลับมาหามารดา ตนก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น