วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562

เอกลักษณ์ผ้ามุสลิมชายแดนใต้


       สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน สำหรับชาวมุสลิม คือการธำรงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองได้อย่างเข้มแข็ง ทั้งการดำเนินชีวิตตามหลักการของศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี การมีแนวปฏิบัติในแบบเดียวกัน ไม่ว่าชาวมุสลิมนั้นจะอยู่ส่วนไหนของโลกก็ตาม
นอกจากนี้ วิถีชีวิตภายใต้หลักคำสอนทางศาสนา ยังได้สะท้อนถึงศิลปะ งานหัตถกรรมต่าง ๆ ที่อาจจะเกี่ยวเนื่องหรือไม่เกี่ยวเนื่องกับหลักคำสอน แต่มีความโดดเด่น มีเรื่องราวและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของผู้ที่นับถืออัลเลาะห์เป็นพระเจ้า


        ในงานนิทรรศการ "หัตถกรรมในวัฒนธรรม "มุสลิม" ณ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดโดยศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ และศูนย์อิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ได้นำเสนอศิลปะและหัตถกรรมแขนงต่าง ๆ ที่สะท้อนตัวตนของชาวมุสลิม โดยเฉพาะ "ผ้า" และ "เครื่องแต่งกาย" ที่บ่งบอกอัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมได้อย่างชัดเจนที่สุด



            ชาวมุสลิมมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับผ้าตั้งแต่เกิดจนตาย นอกจากจะใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ในพิธีเกิดชาวมุสลิมโดยเฉพาะทางตอนใต้ของไทย จะมีการจัดเตรียมผ้าให้แก่เด็กนับตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งก็คือ "ผ้าบือดัง" หรือผ้าอ้อม ผ้าพันตัว ใช้พันตัวเด็กเพื่อให้เด็กมีขาทั้งสองข้างตรง และเพิ่มความอบอุ่นให้เหมือนอยู่ในครรภ์มารดา ผ้าบือดังจะเป็นผ้าฝ้ายขาวหรือสีอ่อน หากครอบครัวใดยากจนอาจจะใช้ผ้าถุงเก่าของมารดามาทำผ้าบือดังในพิธีงานศพ ผ้าก็เป็นส่วนสำคัญในประเพณีนี้เช่นกัน "ผ้ากายน์บือละ" จะเป็นผ้าขาวบาง ๆ ใช้คลุมปิดศพไว้เมื่อศพตายใหม่ ๆ เพื่อเป็นการให้เกียรติ ภายหลังทำความสะอาดศพแล้วจะใช้ "ผ้ากะฝั่น" เป็นผ้าขาวที่ไม่บางและไม่หนาเกินไป 3 ผืนห่อศพเอาไว้ โดยห่อ 3 ชั้น จากนั้นในการเคลื่อนย้ายศพไปละหมาดที่มัสยิดและฝัง ณ กุโบร์ จะใช้ผ้ากำมะหยี่สีดำ หรือน้ำเงินเข้ม หรือเขียวเข้ม ปักลวดลายศิลปะอิสลาม มีอักษรภาษาอาหรับเป็นคำในอัลกุรอานเป็นสีทอง เรียกว่า "ผ้าคลุมมายัด" คลุมศพหรือโลงศพ ซึ่งถ้าเป็นชาวมุสลิมที่เคยประกอบพิธีฮัจญ์มาแล้ว อาจใช้ "ผ้าเอี๊ยะรอม" หรือ "ผ้าแฮแร" คลุมศพ โดยผู้มีฐานะดีอาจใช้ผ้า "ซอแก๊ะ" หรือผ้ายกทอง คลุมศพ
ผ้ามุสลิมในหลากหลายรูปแบบ



       ในชีวิตประจำวัน มุสลิมนิยมใช้ผ้าหลายแบบ "ผ้าจวนตานี" คือผ้าทอดั้งเดิมที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านเมืองปัตตานี มัดใช้ในชาวมุสลิมในอดีต ผ้าชนิดนี้ได้รับความเข้าใจว่าเป็นผ้าที่บ่งบอกถึงฐานะคนใส่ เพราะเป็นผ้าชั้นสูงและราคาแพงมาก ดังนั้น จึงใส่ออกงานเฉพาะงานสำคัญเท่านั้น ผู้หญิงจะใช้สไบไหล่ หรือคลุมศีรษะ หรือผ้านุ่งคาดอก ส่วนบุรุษใช้เป็นผ้านุ่งหรือนุ่งทับกางเกงขายาว ที่เรียกว่า "สลินดัง" หรือใช้คลุมศพชาวมุสลิมที่มีฐานะ
       "ผ้าลีมา" หรือผ้ามัดหมี่ ก็นิยมใช้ในหมู่ชนชั้นสูงมลายู เช่น ในมาเลเซีย บรูไน เช่นกัน สตรีจะใช้คลุมไหล่ คล้องคอ คลุมศีรษะ หรือคาดกระโจมอกปล่อยยาวลงมา ส่วนบุรุษจะใช้เป็นสลินดัง หรือปิดทับกางเกงขายาวเมื่อแต่งชุด "สะลีแน" ซึ่งเป็นชุดแต่งกายดั้งเดิมของชาวมลายู ผ้าลีมายังใช้ในการคลุมศพเพื่อเป็นเกียรติยศผู้ตายด้วย
        ส่วนผ้าที่รู้จักกันดีคือ ผ้า "ปาเต๊ะ" ซึ่งเป็นภาษาอินโดนีเซีย ในภาษามลายูเรียก "ผ้ายาวอ" ใช้สำหรับนุ่งห่มในชีวิตประจำวัน
"การแต่งกาย" วัฒนธรรมเฉพาะที่เข้มแข็ง
ข้อกำหนดการแต่งกายของชาวมุสลิมนั้น คือสามารถแต่งกายได้ตามวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น แต่จะต้องไม่ขัดต่อหลักการศาสนา คือสตรีจะต้องปกปิดอวัยวะ เปิดได้เพียงฝ่ามือและใบหน้า เพื่อไม่ให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายต้องตาบุรุษ
ทั้งนี้ ชาวมุสลิมในไทยส่วนมาก มีเชื้อสายมลายู การแต่งกายจึงได้รับอิทธิพลจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น